พรรคประชาชน แถลงผล ครม.เงา ครั้งที่ 3 เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมเสนอรัฐบาลถือโอกาสแก้อุบัติเหตุแยกอโศก-เพชรบุรี จี้รัฐบาลหยุดสินบนต้องปกป้องผู้แจ้งเบาะแส ไม่ใช่การขู่ฟ้องกลับ
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีม ครม.เงา แถลงผลการประชุม 3 เรื่อง คือ 1. พรรคประชาชนแถลงหลักการในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค และแนวทางการสนับสนุนภาคประชาชน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1) พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่าหากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติ และนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 เรื่องกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรต้องยึดหลักการดังต่อไปนี้
1.1 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ซึ่งขัดกับหลักการสำคัญที่ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ)
1.2 ป้องกันการผูกขาด: ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม
1.3 ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา:กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน มีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)
...
2) พรรคประชาชน จะเร่งเสนอและผลักดัน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ที่ยึดหลักการในข้อ 1 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ
3) พรรคประชาชน พร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วน มาร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของสมาชิกรัฐสภาในส่วนอื่น (เช่น สส. จากพรรคการเมืองอื่น หรือ สว.) ที่ต้องการเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา แต่มีจำนวนสมาชิกรัฐสภา
ที่ไม่เพียงพอต่อการเสนอร่าง ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1
4) พรรคประชาชน พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการรวบรวม 50,000 รายชื่อจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเสนอ ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของภาคประชาชน ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1 โดยเราหวังว่าในการพิจารณาของรัฐสภา จะมีร่างของภาคประชาชนเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย
5) พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่ารัฐบาล รัฐสภา ภาควิชาการ และภาคประชาชน ควรร่วมกันรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย กับกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
2. แก้เหตุ “แยกอโศก-เพชรบุรี” ให้ถึงปัญหาเชิงระบบ – รัฐบาลควรใช้กรณีเหตุรถไฟชนรถเมล์แยกอโศก-เพชรบุรีที่เกิดขึ้นเมื่อ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นจังหวะในการเตรียมพร้อมป้องกัน “เชิงระบบ” เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียแบบเดิมอีก โดยรัฐบาลอาจใช้เครื่องมือที่แก้ปัญหาเชิงระบบ อาทิ แต่งตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ทางราง” ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการอย่างเป็นกลางตรงไปตรงมา รวมถึงพิจารณาเดินหน้าโครงการทางรถไฟส่วนขาด (Missing Link) ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาความซับซ้อนทางกายภาพและอันตรายบริเวณแยกอโศก-เพชรบุรีอย่างถาวร
3. หยุดสินบนต้องเริ่มด้วยการปกป้องผู้แจ้งเบาะแส ไม่ใช่การขู่ฟ้องกลับ ผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เรื่องการรับสินบนของ SMEs ที่เพิ่งเปิดเผยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สังคมไทยให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอีกครั้ง แต่นายกฯ และหน่วยราชการกลับออกมาขู่ฟ้องกลับผู้จัดทำผลสำรวจ สะท้อนความพยายามรักษา “วัฒนธรรมสินบนไทย” ให้ดำรงอยู่ต่อไป ครม.เงา พรรคประชาชนเสนอ 3 แนวทางแก้ปัญหาสินบนให้เกิดผลจริง ได้แก่ หนึ่ง ออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD ที่ไทยกำลังสมัครเป็นสมาชิก สอง ยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น เพื่อตัดช่องทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นต้นตอของสินบน และสาม ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและแก้ไขกฎกระทรวงที่เอื้อต่อการผูกขาด โดยเฉพาะงานจ้างต่ำกว่า 500,000 บาทกับหน่วยงานสิทธิพิเศษ ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งหมดถึง 400,000 ล้านบาท หากปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐส่วนนี้ได้ จะประหยัดงบประมาณได้อย่างน้อยร้อยละ 10 หรือราว 40,000 ล้านบาท