ผลสำรวจสวนดุสิตโพล ประชาชนไม่ค่อยคาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน” แต่อยากให้ลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้า มอง เศรษฐกิจไทยอีก 3 เดือนข้างหน้าจะแย่ลง กังวล ภาระหนี้สาธารณะ-การกู้เงิน 4 แสนล้าน
วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2569 สรุปผลได้ดังนี้
1. ประชาชนอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องใด (ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)
- อันดับ 1 ลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้า 77.97%
- อันดับ 2 แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน 63.78%
- อันดับ 3 ปราบทุจริต บริหารโปร่งใส 63.08%
2. ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจไทยอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) จะเป็นอย่างไร
- อันดับ 1 แย่ลง 46.89%
- อันดับ 2 เหมือนเดิม 32.81%
- อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 10.50%
- อันดับ 4 ดีขึ้น 9.80%
3. ณ วันนี้ ประชาชนกังวลเรื่องใดมากที่สุด
- อันดับ 1 ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท 44.44%
- อันดับ 2 ความคุ้มค่าของโครงการคนละครึ่งพลัส 13.65%
- อันดับ 3 ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา 11.81%
4. ประชาชนคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทินมากน้อยเพียงใด
...
- อันดับ 1 ไม่ค่อยคาดหวัง 33.16%
- อันดับ 2 ค่อนข้างคาดหวัง 31.06%
- อันดับ 3 ไม่คาดหวังเลย 23.45%
- อันดับ 4 คาดหวังมาก 12.33%
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทิน เตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้คือภาระหนี้สาธารณะ รวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาว จึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลง และยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด
ทางด้าน ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ผลโพลสะท้อนชัดว่าความชอบธรรมของรัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงเสียงข้างมากในสภาฯ อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” และ “ความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ” มากกว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลทันที หากแต่อยู่ในภาวะ “รอดูผลงาน” เพราะสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผชิญการเมืองที่เต็มไปด้วยคำสัญญา แต่มักไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง
เมื่อประชาชนกังวลทั้งค่าครองชีพ หนี้สินส่วนบุคคล และภาระหนี้สาธารณะ จึงสะท้อนว่าความกดดันที่รัฐบาลกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่คือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ว่ารัฐยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่ ในอีกมิติหนึ่ง ผลโพลยังสะท้อนว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการบริหาร” มากกว่าความนิยมทางการเมือง เพราะต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภาฯ แต่หากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางสังคมได้ก็อาจเผชิญแรงกดดันสะสมในระยะยาว ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวัง อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจ และพัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นต่อรัฐบาลและต่อระบบการเมืองโดยรวมในระยะต่อไปได้เช่นกัน