“ลลิดา” สวน “ไอซ์ รักชนก” ปมฟ้องปิดปาก ย้ำ รัฐบาลไม่เคยให้ท้ายคนผิด แต่ทุกฝ่ายมีสิทธิใช้กฎหมายปกป้ององค์กรหากถูกกล่าวหาโดยไร้ข้อเท็จจริง ยัน พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ-การตรวจสอบจากทุกภาคส่วน


วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เผยแพร่คลิปวิพากษ์วิจารณ์กรณีนายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นเกี่ยวกับสิทธิของหน่วยงานรัฐในการดำเนินคดี หากได้รับความเสียหายจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยระบุว่าอาจเข้าข่ายการ “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการตรวจสอบภาครัฐ แต่ในบางประเด็นอาจมีการตีความที่คลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง

น.ส.ลลิดา เผยต่อไปว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยสนับสนุนให้มีการใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งผู้เปิดโปงข้อมูลหรือปิดกั้นการตรวจสอบ แต่ได้อธิบายหลักการพื้นฐานว่า หากมีการกล่าวหาหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงจนสร้างความเสียหายต่อหน่วยงานหรือบุคคล หน่วยงานนั้นย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องชื่อเสียงและข้อเท็จจริงของตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้ององค์กร ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการฟ้องปิดปากโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เจตนา และพยานหลักฐานในแต่ละกรณี

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลหรือดัชนีบางประเภทที่จัดทำโดยองค์กรภายนอก เป็นการสะท้อน “ความรู้สึก” หรือ Perception จากแบบสอบถาม ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการสะท้อนความคิดเห็นของสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมาย หรือเป็นหลักฐานที่สามารถชี้ชัดว่าหน่วยงานใดกระทำผิดได้ทันที การนำข้อมูลเชิง Perception ไปสรุปว่าหน่วยงานใดทุจริตโดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และการทำงานขององค์กรได้เช่นกัน

...

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการปราบปรามการทุจริตและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่การตัดสินจากกระแสหรือความรู้สึก อาทิ การขยายผลจับกุมและปลดนายอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงการจัดระเบียบและดำเนินคดีกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น จังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

น.ส.ลลิดา กล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลไม่เคยให้ท้ายคนผิด และเมื่อมีหลักฐานชัดเจนก็ได้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบ กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วน โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะและการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน แต่การสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่รอบด้าน เพื่อสร้างบรรยากาศการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานของความเป็นธรรมและหลักนิติธรรม.