กกต.กทม. เตือนผู้สมัครผู้ว่า ฯ กทม.-สก. ต้องระวังค่าใช้จ่ายหาเสียง “อินฟลูเอนเซอร์-ยูทูบเบอร์” ช่วยฟรีก็ต้องคิดเป็นค่าใช้จ่าย ย้ำเตือนนโยบายหาเสียงต้องทำได้จริง ไม่งั้นอาจเข้าข่ายหลอกลวง
วันที่ 16 พ.ค. 2569 ที่ จ.ชลบุรี ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ว่า แม้ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีการกำหนดจำนวนผู้ช่วยหาเสียงไว้ แต่ไม่ว่า ผู้ช่วยหาเสียงจะเป็นสามี ภรรยา หรือบุตรของผู้สมัคร ก็ต้องแจ้งรายชื่อเป็นผู้ช่วยหาเสียงต่อ กกต.ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะถือเป็นผู้ช่วยหาเสียงตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ที่สำคัญ ผู้สมัครจะต้องระมัดระวังไม่ให้การช่วยเหลือนั้นเข้าข่ายการซื้อเสียงหรือให้ประโยชน์ตอบแทนในลักษณะต้องห้าม โดยเฉพาะกรณีมีอินฟลูเอนเซอร์หรือยูทูบเบอร์ที่ออกมาช่วยเชียร์ผู้สมัครรายใดรายหนึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการช่วยหาเสียง หากมีการว่าจ้างหรือมีค่าใช้จ่าย ผู้สมัครจะต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง และแม้จะไม่มีการจ่ายเงินจริง แต่หากเป็นการช่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก็ยังถือเป็น “การรับให้” ที่ต้องประเมินมูลค่าและแจ้งต่อ กกต. เช่นเดียวกับการใช้รถโฆษณาหาเสียงหรือรถแห่ แม้เจ้าของรถจะช่วยฟรี แต่หากตามปกติมีมูลค่าการให้บริการวันละ 1,500 ถึง 3,000 บาท ก็ต้องนำตัวเลขดังกล่าวมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครเช่นกัน
ผอ.กกต.กทม. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัญชีต่าง ๆ เช่น Facebook, LINE, Instagram และ TikTok ผู้สมัครจะต้องแจ้งบัญชีที่จะใช้หาเสียงต่อ กกต. ก่อนดำเนินการ รวมถึงการจัดเวทีปราศรัยหรือการโฆษณาทุกประเภทก็ต้องแจ้งล่วงหน้าตามขั้นตอนเช่นกัน โดยในทางกฎหมายจะมีการแยกชัดเจนระหว่าง ผู้ช่วยหาเสียง และผู้สนับสนุน ซึ่งหากมีการช่วยเหลือในลักษณะสนับสนุน ก็อาจต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด
...
“หากมีบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป อินฟลูเอนเซอร์ หรือยูทูบเบอร์ ออกมาช่วยเชียร์ผู้สมัครอย่างต่อเนื่องผ่านการไลฟ์สดหรือการประชาสัมพันธ์ โดยผู้สมัครรับรู้หรือยินยอม ผู้สมัครจะต้องนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมารวมในบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้สมัครทุกคน ไม่ว่าผู้สมัครจะมีฐานะทางการเงินมากหรือน้อย หากไม่ดำเนินการ อาจถูกมองว่าได้รับประโยชน์โดยไม่แจ้ง และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งได้” ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวย้ำ
ส่วนประเด็นการหาเสียงด้วยนโยบายต่าง ๆ เช่น การเสนอแนวคิด ทำฟาร์มไดโนเสาร์ นั้น ผอ.กกต.กทm. กล่าวว่า นโยบายหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งนั้น และต้องสามารถปฏิบัติได้จริง หากเป็นนโยบายที่เกินจริงหรือไม่สามารถดำเนินการได้ อาจเข้าข่ายการหลอกลวงประชาชนตามมาตรา 65 (5) โดยหลักสำคัญคือสิ่งที่ผู้สมัครเสนอ ต้องเป็นสิ่งที่มีอำนาจทำ สิ่งที่ควรทำ และเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ