“อภิสิทธิ์” ซัดรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อุ้มกฎหมายพวกพ้องทิ้งร่างภาคประชาชน เตือนทำปมความขัดแย้งวนกลับมาที่เดิม
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายอย่างดุเดือดถึงกรณีการให้ความเห็นชอบพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ค้างมาจากสภาชุดที่แล้วตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่ากระบวนการนี้คือตัวบ่งชี้ทัศนคติและเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลที่สำคัญที่สุด แม้ตนจะขอสนับสนุนรัฐบาลที่ตัดสินใจเดินหน้ากฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ อาทิ กฎหมายอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต กฎหมายล้มละลายที่ช่วยฟื้นฟูกิจการ และกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ควรเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการเข้าไปจัดการกลุ่มทุนที่ใช้วิธี “ตัดราคา” ผูกขาดตลาดได้โดยไม่ต้องรอพิสูจน์อำนาจเหนือตลาด รวมถึงกฎหมายอากาศสะอาดและกฎหมายบุคลากรทางการศึกษาที่รัฐบาลยืนยันให้ไปต่อ
นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในบัญชีรายชื่อกฎหมายที่รัฐบาลตัดสินใจ “ไม่ยืนยัน” โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนลงมติเห็นชอบมาอย่างมหาศาล แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่สานต่อตามความตกลงเดิมที่เคยทำไว้ ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการที่เคยประนีประนอมกันได้ในเรื่องหมวด 1 และหมวด 2 ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ และเกรงว่าจะกลายเป็นการขุดปมความขัดแย้งที่ละเอียดอ่อนให้กลับมาเป็นวังวนในสังคมอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังรวมถึงกฎหมายรายงานมลพิษและการเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ที่ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อเสนอเข้ามาจนผ่านชั้นกรรมาธิการแล้วและสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม แต่กลับถูกสั่งระงับเพียงเพราะเป็นร่างจากภาคประชาชน สะท้อนถึงหัวใจที่ “ใจไม่กว้างพอ” ของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
...
นายอภิสิทธิ์ยังได้เปรียบเทียบความย้อนแย้งของการเลือกปฏิบัติ โดยระบุว่ารัฐบาลยอมให้กฎหมายนิรโทษกรรมในกลุ่มนักการเมืองเดินหน้าต่อได้ แต่กลับสั่งแท้งกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ทำกินซึ่งถูกรัฐรุกที่ดินเสียเอง เช่นเดียวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่รัฐบาลเพิกเฉยต่อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่แรงงานแพลตฟอร์มกำลังถูกเอารัดเอาเปรียบ และที่น่าผิดหวังที่สุดคือร่างกฎหมายยกระดับสวัสดิการ อสม. ที่ทุกพรรคเคยประกาศรักนักรักหนาช่วงหาเสียง แต่พอได้เป็นรัฐบาลกลับทิ้งให้ไปต่อคิวเริ่มใหม่ทั้งหมด
นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายด้วยว่า ให้รัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิดเสียใหม่ แม้จะมีอำนาจบริหารแต่ก็ต้องเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่ถูกมองข้าม ไม่ใช่เลือกยืนยันแต่กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อพวกพ้องแต่เพียงอย่างเดียว