“ปิยรัฐ” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” จี้สอบให้ถึง จนท.รัฐและเบื้องหลัง “เจเศรษฐ์” รับมอบจากนายกฯ แจงไม่ใช่ความล้มเหลว ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง รัฐลุยกวาดล้างนอมินี-เครือข่ายต่างชาติ
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกรณีการพบอาวุธสงครามจำนวนมากในบ้านพักที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ของนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาตอบกระทู้แทน
นายปิยรัฐ ระบุว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์จับกุม นายหมิงเฉิน ซัน ถ้าเป็นอาวุธปกติทั่วไปก็คงไม่เป็นข่าว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและทำให้สังคมเกิดความตระหนกก็คือการพบอาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งระเบิดที่สามารถนำไปก่อวินาศกรรมได้ อาวุธปืนเล็กยาวที่มีใช้เฉพาะในกองทัพ และหนังสือเดินทางจำนวนมาก ซึ่งการจับกุมไม่ได้เกิดจากการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง แต่เกิดจากรถที่บรรทุกอาวุธเหล่านี้ประสบอุบัติเหตุจนตำรวจไปพบพิรุธจึงได้ขยายผลจับกุมและตรวจค้นจนเจอ
เหตุการณ์จับกุมแบบนี้ไม่ควรเกิดจากอุบัติเหตุ และหลังการจับกุมเจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ออกมาตอบคำถามกันคนละทิศคนละทาง คำถามคือรัฐบาลยอมรับหรือไม่ว่า กรณีนี้เป็นความล้มเหลวของการข่าวหรือข้อมูลการข่าวของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่บกพร่อง สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบของหน่วยงานความมั่นคง และรัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการรับมือกับภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่เช่นนี้
...
นายเจเศรษฐ์ ลุกขึ้นตอบว่า ตนเพิ่งทราบข้อมูลและมีการสอบถามไปยังหน่วยข่าวกรอง มีการย้อนรอยผู้ต้องหารายนี้จนตรวจทราบว่ามีการเข้าออกหลายประเทศในหลายทวีป และหน่วยข่าวกรองได้สอบถามไล่กลับไปยังแต่ละประเทศว่ามีข้อมูลของผู้ต้องหารายนี้หรือไม่ ซึ่งแต่ละประเทศชี้แจงว่าไม่ได้มีข้อมูลของผู้ต้องหารายนี้ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือเป็นผู้ที่มีการวางแผนจะก่อเหตุร้ายแรงกับประเทศในประเทศหนึ่ง ในเรื่องการข่าวหรือข้อมูล ถ้าจะมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาก่อการร้ายในประเทศใดประเทศหนึ่ง ถ้าย้อนรอยไปแล้วต้องพบการติดต่อ มีเบื้องหลัง มีประวัติข้อมูลบ่งชี้ หรือมีองค์กรใดหนุนหลัง แต่สำหรับผู้ต้องหารายนี้เท่าที่ตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูลเหล่านี้
รมช.มหาดไทย ระบุต่อไปว่า ตนขออนุญาตไม่ใช้คำว่าล้มเหลว แต่เป็นช่องว่างที่ยังไม่ได้มีการบูรณาการอย่างเต็มที่ วันนี้หน่วยงานรัฐและรัฐบาลได้กำชับให้มีการจัดการรูรั่วหรือรอยต่อระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้มีน้อยที่สุดแล้ว เพื่อไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีก ซึ่งจากข้อมูลก็บ่งชี้ว่าถ้าผู้ต้องหามีความต้องการหรือเจตนาที่จะก่อเหตุร้ายแรง เป้าและจุดประสงค์จะต้องชัดเจน หน่วยงานรัฐได้ทำการค้นข้อมูลทุกอย่าง ทั้งข้อมูลที่จับต้องได้หรือบุคคลใกล้ชิด แต่ ณ วันนี้ยังไม่พบข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงจุดนั้น
จากนั้น นายปิยรัฐ ถามต่อในคำถามที่ 2 ว่า จากที่รัฐมนตรีระบุว่ามีข้อมูลอยู่บ้าง เพียงแต่ข้อมูลก่อนหน้านี้ไม่พบผู้ต้องหารายนี้เป็นอาชญากรหรือบุคคลที่รัฐจะต้องเฝ้าติดตาม แต่โดยปกติทุกคนทราบดีว่าประเทศไทยมีผู้เข้า-ออกที่เป็นชาวต่างชาติจำนวนมาก ประเทศไทยเปิดรับทุกชาติเข้ามาด้วยไมตรีจิต แต่ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตอยู่บ่อยครั้งว่าคนที่เดินทางเข้า-ออกบ่อยครั้งจนผิดปกติเช่นนี้โดยที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง อยู่บ้านหรู มีเงินหมุนเวียนในบัญชีหลายสิบล้านบาท เรื่องแบบนี้รัฐบาลควรจะเพ่งเล็งได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่
ประเทศไทยมีหน่วยงานความมั่นคงที่ดูแลเรื่องการข่าวอยู่ไม่น้อยกว่า 7 หน่วยงาน เกินครึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และยิ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ทั้งกรณีเมื่อต้นเดือนมกราคม 2568 คือการก่ออาชญากรรมร้ายแรงกลางกรุงในเขตบางลำพู คือการยิงอดีตผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชาเสียชีวิต ผู้ก่อเหตุคือ “จ่าเอ็ม” ซึ่งเป็นทหารเรือ ศาลพิพากษาจำคุกไปแล้ว เมื่อก่อเหตุก็หลบหนีไปได้และไปปรากฏตัวที่กัมพูชา จนสุดท้ายมีการประสานงานส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย ถัดมาอีกเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ถูกลอบสังหาร แม้จะรอดปลอดภัยมาได้แต่ก็มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย เพิ่งมีการออกหมายจับผู้ต้องหาซึ่งก็เป็นนายทหารเรือ และล่าสุดกรณีนายหมิงเฉิน ซัน ก็มีการออกหมายเรียกและหมายจับผู้เกี่ยวข้องที่ปรากฏว่าเป็นทหารเรือเช่นกัน
ถ้าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ย่อมไม่สามารถจัดหาอาวุธเช่นนี้ได้ จึงขอถามรัฐมนตรีว่าจะมีการขยายผล สอบหาข้อเท็จจริงถึงแรงจูงใจหรือผู้จ้างวานที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะ 3 กรณีที่ตนพูดมานี้ไม่เคยสาวถึงผู้อยู่เบื้องหลังได้เลย และตัดตอนจบถึงผู้ที่จับกุมได้เท่านั้น รัฐบาลจะขยายผลและจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยให้มีการนำพาอาวุธสงครามเหล่านี้ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยได้อย่างไร
จากนั้น นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า กรณีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำลังจะนำคดีนี้เข้าสู่คดีพิเศษ ที่สามารถดึงทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมกันบูรณาการในการทำงานได้ วันนี้ฝ่ายปกครองก็ทำการไล่ไปถึงต้นตอ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายทะเบียน ซึ่งจะมีการออกหมายจับในวันพรุ่งนี้ (15 พฤษภาคม 2569) ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็มีการดำเนินคดีตั้งข้อกล่าวหาจากตำรวจแล้ว และยังมีการตรวจสอบลึกไปถึงวิถีชีวิต การเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องว่าไปพัวพันกับชาวต่างชาติได้อย่างไร และมีบุคคลใดบ้างระหว่างทาง ส่วนจะเหมือน 2 คดีก่อนหน้าที่ นายปิยรัฐ กล่าวถึงหรือไม่ ต้องขอเวลาให้กระบวนการพิสูจน์ในขั้นตอน แต่ถ้าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครกล้าที่จะแบกรับหรือตัดตอนไปได้ ถ้ามีเบื้องหลังนอกจากผู้ต้องหารายนี้ ก็ต้องเปิดเผยและนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมายให้สิ้นสุด
สำหรับคำถามสุดท้าย นายปิยรัฐ กล่าวว่า จากที่ได้ฟังคำตอบตนก็ชื่นใจขึ้นมาบ้างว่ารัฐบาลพยายามทำอยู่และจะพยายามต่อไป แต่ทุกความพยายามของรัฐบาลแลกมาด้วยความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในทุกวินาที เพราะเมื่อความชัดเจนไม่มี ก็ไม่รู้แนวทางว่าการปฏิบัติหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการขั้นไหน หรือจะเอาจริงเอาจังเพียงใด จึงขอถามว่ารัฐบาลนี้จะมีมาตรการและแผนการอย่างไรหลังจากนี้ ไม่เฉพาะเจาะจงแค่คดีนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจและความศรัทธากลับมาว่ารัฐบาลนี้จะปกป้องคุ้มครองดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนได้ โดยเฉพาะในวันนี้ที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจชิ้นเดียวที่ขับเคลื่อนประเทศอยู่คือการท่องเที่ยว เมื่อไหร่ที่การท่องเที่ยวไม่ได้รับความเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวรู้สึกหวาดกลัว ประเทศไทยก็อาจประสบเหตุทางเศรษฐกิจได้ รวมถึงรัฐบาลมีแผนรองรับอย่างไรในอนาคตสำหรับภาพรวมของยุทธศาสตร์ทั้งประเทศ
ทางด้าน นายเจเศรษฐ์ ให้คำตอบว่า ในส่วนของชาวต่างชาติที่อาศัยการเปิดรับนักท่องเที่ยวของประเทศไทย แล้วเข้ามามีการดำเนินการที่ผิดกฎหมายในประเทศ เมื่อวานนี้ (13 พฤษภาคม 2569) ก็ได้มีปฏิบัติการในการถอนรากถอนโคนนอมินี ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี หรือ จ.ภูเก็ต และจะยังมีการดำเนินการต่อไป สำหรับชาวต่างชาติที่มีการขออนุญาตอยู่ในประเทศไทยกินระยะเวลานานกว่าปกติ ตอนนี้กระทรวงมหาดไทยได้ทำการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปว่าบ้านเลขที่ที่แจ้งมาตรงหรือไม่กับที่อยู่ปัจจุบัน และที่อยู่เป็นระยะเวลายาวนานมีเจตนาอย่างไร โดยเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน แต่วันนี้ก็มีการคลี่คลายและแก้ไขไปหลายปัญหาแล้ว ในเรื่องการบูรณาการวันนี้รัฐบาลสามารถบูรณาการในทุกสัดส่วน ทุกกรม ทุกกระทรวงอย่างชัดเจน
ส่วนเรื่องที่ นายปิยรัฐ ถามนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงและกระบวนการทางกฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด วันนี้ตนจึงอาจยังตอบอะไรได้ไม่ตรงโจทย์ แต่ก็พยายามตอบด้วยชุดข้อมูลที่ตนได้รับมาและเข้าถึงในฐานะตัวแทนของนายกรัฐมนตรีได้ดีที่สุด วันนี้ประชาชนมีความกังวลว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ รัฐบาลมีการทำงานแบบบูรณาการและมีการตรวจสอบ กระทรวงกลาโหมก็เน้นย้ำถึงอาวุธทุกชนิดมีการตรวจสอบและตรวจย้ำโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ โดยได้รับรายงานกลับมาว่าไม่มีการเล็ดรอดไปในส่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ทางตำรวจก็มีการออกปฏิบัติการที่ชัดเจนในการกวาดล้างและทลายนอมินี รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลประชาชนในทุกมิติทุกเรื่อง
ในช่วงท้าย นายปิยรัฐ ฝากถึงรัฐบาลว่า ตนขอขอบคุณรัฐมนตรีที่ได้ตอบคำถาม แม้อาจจะยังตอบคำถามได้ไม่ชัดเจนในเรื่องยุทธศาสตร์และรูปธรรมในอนาคต พร้อมเสนอแนะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ ฝ่ายค้านก็จะช่วยจับตาและเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะปัจจุบันงานการข่าวและสรรพกำลังของฝ่ายรัฐบาลเพียบพร้อม มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ถ้ารัฐบาลใช้เครื่องมือนั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพและมอบหมายภารกิจให้เหมาะสมและตรงจุด
“แต่ปัจจุบันฝ่ายความมั่นคงอาจยังสนใจแต่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทย เช่น กรณีที่ตำรวจตามไปคุกคามนักกิจกรรมทางการเมืองถึงบ้านอยู่ เรื่องเหล่านี้ควรจะพอได้แล้ว ควรจะมุ่งเป้าไปที่ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มาในรูปของนักลงทุนชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปก่อเหตุหรือเป็นที่แลกเปลี่ยนสินค้าเงินตราที่ได้มาโดยมิชอบ รัฐบาลควรสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเพื่อตัดตอนตั้งแต่วินาทีนี้ ถ้าไม่มีเงินและอำนาจรัฐเข้าไปช่วยเหลือ ขบวนการเหล่านี้ก็ย่อมไม่สามารถจัดหามาซึ่งอาวุธสงครามและอิทธิพลเหล่านี้ได้ จึงขอฝากรัฐบาลให้มีการปรับยุทธศาสตร์มุ่งเป้าไปสู่การตั้งรับและเชิงรุกกับภัยคุกคามใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย”