“ธนกร” มั่นใจ นายกฯ อนุทิน เด็ดขาด สั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-พะงัน คุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลแย่งอาชีพคนไทย เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน


วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินีว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เด็ดขาดและเอาจริงแน่นอนหากพบว่ามีมาเฟียต่างชาติกล้ายึดครองพื้นที่ในภูเก็ตและเกาะพะงัน รวมถึงชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะริมชายหาด นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดระเบียบใหม่ โดยคุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลที่มาแย่งอาชีพคนไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเน้นการดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท่านนายกฯ ได้ลงพื้นที่ภูเก็ตและเกาะพะงันด้วยตัวเอง เพื่อรับฟังสถานการณ์ในพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะทั้งจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อนำมาพิจารณาวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาปัญหามักเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นายธนกร กล่าวว่า ยืนยันว่าท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชาชน ดังนั้น รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของนานาประเทศ และสร้างรายได้มั่นคงให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ การลงพื้นที่ด้วยตัวเองของท่านนายกฯ นั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแน่นอน เห็นได้จากการที่ท่านนายกฯ ได้สั่งการให้เร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

...

“ผมเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ จากนี้เราจะได้เห็นการจัดการอย่างเด็ดขาดกับมาเฟียต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายแน่นอน รัฐบาลจะต้องจัดระเบียบใหม่ เพื่อคุมเข้มนอมินีที่แย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเร่งแก้ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำและระบบไฟฟ้าให้เสถียร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน”