“อภิสิทธิ์” เตือน “รัฐบาลอนุทิน” ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม แนะเร่งออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ค้างท่อ แก้ถูกทางกว่า “กรณ์” ซัดโรงกลั่นรวยซ้ำเติมทุกข์ประชาชน บี้เก็บภาษีลาภลอย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เตือนรัฐบาลกรณีที่เร่งออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินนี้ เพราะมองว่ายังมีวิธีอื่นที่สามารถช่วยประชาชนได้ดีกว่า
ทั้งนี้ ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้ที่วันนี้ก็ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้ที่พบว่า GDP ยังเติบโตถึง 1.5% ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม เพิ่ม 0.8% บริษัท มูดี้ส์ ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือก็ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยตัวเลขระบุภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามตะวันออกกลาง 1 เดือน มีตรงไหนที่บอกว่า เศรษฐกิจไม่มั่นคง
“ที่พูดว่าคนอื่นเคยทำ ก็ต้องดูสถานการณ์ว่าเหมือนกันหรือไม่ ฝนตก พายุหนัก ต้องใส่เสื้อหรือใช้ร่มหรือไม่ อาจมีฝนตกปรอยๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ และที่รองนายกฯ บอกว่าไม่มีสิทธิตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยรัฐธรรมนูญให้ดุลยพินิจกับรัฐบาล แต่รัฐบาลเองก็ต้องใช้ดุลยพินิจนั้นโดยสุจริตและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัฐบาลต้องเคารพด้วย ถ้าละเมิดฝ่ายค้านก็พร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นตามรัฐธรรมนูญต่อไป”
...
ส่วนประเด็นการกู้เงินและแผนที่รัฐบาลประกาศจะทำนั้น พรรคประชาธิปัตย์มองว่า นอกจากการออก พ.ร.ก. และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจแล้ว ยังซ้ำเติมและทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากยิ่งขึ้น กรณีจะใช้เงิน 200,000 ล้านบาท ในโครงการคนละครึ่ง หรือไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน ถามว่าหากใช้งบประมาณนี้หมดภายในเวลา 4 เดือน แต่ยังมีวิกฤติซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้นทำให้ข้าวของแพงมากขึ้น เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะใช้อาวุธที่มีไปหมดแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ขณะที่ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้เตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้สาธารณะชนเพดาน รัฐบาลจะทำอย่างไร ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มองว่ามีวิธีอื่นที่แก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน คือ 1. การลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยมาตรการนี้น้ำมันดีเซลจะลดเหลือ 33 บาท/ลิตร และยังเป็นการลดที่ต้นตอของปัญหาคือ ต้นทุนการผลิตสินค้า ไม่ใช่ช่วยแค่คนใช้รถ แต่สามารถช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งและต้นทุนสินค้า หากใช้วิธีนี้เพียง 4 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3 ของที่รัฐบาลจะใช้ผ่านการกู้ ที่สำคัญคือทำให้ของจะถูกลง
2. การเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท สร้างรายได้เข้ารัฐมากขึ้นเศรษฐกิจมั่นคงขึ้น ขณะที่โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่รัฐบาลบอกว่าจะใช้ 200,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือ โซลาร์รูฟ (Solar Roof) เราเชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยน้อยมาก เพราะยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หรือต้องนำเข้าสูง
3. เราแนะนำว่าหากรัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างมูลค่าในประเทศด้วยการสนับสนุนทำน้ำมันไบโอดีเซล แบบ B20 และ B50 เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มผสมในไบโอดีเซล และใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์เพื่อปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับ B20 และ B50 จะทำให้การพึ่งพาน้ำมันดีเซลน้อยลง และยังช่วยสนับสนุนชาวสวนปาล์มได้เพิ่มมากขึ้น
4. การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณที่ค้างท่อ ก็พอมีเม็ดเงินมาเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งตนเห็นด้วยกับรัฐบาล ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าประชาชนเดือดร้อน แต่ต้องมั่นใจว่าต้องมีวิธีการแก้ไขที่ถูกกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้ โดยไม่กู้เงินที่สร้างความเสี่ยงต่อประเทศ เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจชาติ และเป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์และไม่ชอบ ซึ่งส่อรั่วไหลหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร
จี้รัฐเร่งออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ค้างท่อ แก้ถูกทางกว่า
ผู้สื่อข่าวถามต่อ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะฟังเสียงทัดทานในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนี้ นายอภิสิทธิ์ ระบุ ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลอนุมัติใช้ไปแล้ว ประกาศไปแล้ว กฎหมายอนุมัติแล้ว การโต้แย้งจึงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ถ้ารัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้แล้วเปลี่ยนใจว่า ถึงมีอำนาจในการกู้เงินเพราะมีกฎหมายนี้อยู่แต่ไม่กู้ แล้วไปทำตามข้อเสนอแนะ คือ ลดราคาน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอย และลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้ โดยใช้เงินเท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ให้เรียบร้อย ตนคิดว่าจะดีกับทุกคน ดีกับประชาชนที่เดือดร้อน เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง
“กรณ์” ย้ำชัดโรงกลั่นรวย ซ้ำเติมทุกข์ประชาชน บี้เก็บภาษีลาภลอย
ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัท ไทยออยล์ ที่ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่า บริษัทไทยออยล์เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 เห็นได้ชัดที่เราพูดมาโดยตลอดว่า โรงกลั่นจะมีกำไรลักษณะลาภลอยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือข้อผิดพลาดสำคัญของรัฐบาลที่บริหารพลาด
1. ปล่อยให้มีการกักตุนน้ำมันก่อนสงคราม ไม่มีการตรวจสอบสต็อกน้ำมัน พอเกิดสงครามแล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชนในราคาที่ปรับสูงขึ้นหลังสงคราม
2. ค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมากที่ 16-17 บาท/ลิตร
3. ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่น วันนี้ชัดเจนว่าแค่ไตรมาส 1 ของปี 2569 บริษัทไทยออยล์มีกำไรถึง 19,481 ล้านบาท สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาส 1 ของปี 2568 ถึง 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปี 2568 ประมาณ 30% นี่คือความชัดเจนว่ากำไรสูงกว่าปกติจากการขายน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งกำไรตรงนี้ สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งคือ ความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
“การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ โดยอ้างสาเหตุสำคัญมาจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นที่เราพูดมาตลอดว่า นอกเหนือจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้วอีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเกินจำเป็น คือ 1.) รัฐบาลไม่ได้กำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน แต่กลับมาตั้งคณะกรรมการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และไปศึกษาว่ามีแนววิธีการอื่นใดหรือไม่ ที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ แต่วันนี้ก็ยังราคาน้ำมันยังใช้สูตรเดิม คำนวณแบบเดิมอิงราคาสิงคโปร์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินควร
2.) การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งง่ายมากในการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับพี่น้องประชาชน หรือผู้ประกอบการทุกคน คือรัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง ซึ่งเป็นสาเหตุอีกสาเหตุทำให้ต้นทุนน้ำมันแพง จนทำให้รัฐบาลยกมาเป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะรัฐบาลไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ กลับปล่อยให้ราคาพลังงานสูงเกินควร แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เงินเพิ่มเพื่อเยียวยาประชาชน ทั้งที่จริง อาจไม่จำเป็นต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรก หากได้ทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์แนะนำมาตลอด”