ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผย วิป 3 ฝ่าย เคาะกรอบถกร่างกฎหมาย 9 ชั่วโมง 15 พ.ค.นี้ เน้นอภิปรายเฉพาะประเด็นสำคัญ ย้ำคุณภาพสำคัญกว่าการประชุมยืดเยื้อ
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมหารือวิป 3 ฝ่าย ซึ่งจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคมนี้ ว่า จะเป็นการหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยืนยันส่งกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยขณะนี้ได้ข้อสรุปกรอบเวลาการประชุมไว้ที่ 9 ชั่วโมง และหากยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ สามารถขยายเวลาเพิ่มได้อีกครึ่งชั่วโมง พร้อมแบ่งสัดส่วนเวลาของแต่ละฝ่ายอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า การอภิปรายควรมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นที่ยังเห็นต่างหรือมีข้อสงสัย โดยเฉพาะกรณีกฎหมายฉบับอื่นที่ไม่ได้ถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งฝ่ายค้านสามารถตั้งคำถามให้ ครม. ชี้แจงได้ว่าเหตุใดจึงไม่นำเข้าสภา ส่วนร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาและมีการยืนยันกลับมาแล้วนั้น ไม่ควรอภิปรายลงรายละเอียดมากนัก เพราะถือว่าผ่านกระบวนการของสภาแล้ว โดยสามารถอภิปรายในลักษณะให้ข้อสังเกตหรือแสดงความเห็นสนับสนุนได้ตามสมควร
นายโสภณ กล่าวต่อว่า การประชุมในวันศุกร์นี้จะเน้นหารือเรื่องกรอบการประชุมเป็นหลัก แม้จะมีข้อเสนอให้นำวาระอื่นมาพิจารณาเพิ่มเติม แต่เกรงว่าจะใช้เวลาไม่ทัน อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าในช่วงสัปดาห์หรือเดือนหน้า จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อหารือวาระสำคัญของรัฐบาล เช่น ข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า หาก ครม. มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายเพิ่มเติม จะสามารถนำเข้าสู่การประชุมได้ทันหรือไม่ นายโสภณ ระบุว่า ขณะนี้ ครม. ได้มีมติและส่งร่างกฎหมายมายังรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถเพิ่มเติมร่างกฎหมายอื่นเข้ามาได้ทัน และจะดำเนินการตามวาระที่ยืนยันส่งมาแล้วเท่านั้น
...
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านอาจอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายที่ไม่ได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุม หรือแสดงความไม่เห็นด้วย นายโสภณ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของการประชุมรัฐสภาที่ทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงของวิป ซึ่งเป็นหน้าที่ของวิปแต่ละพรรคในการทำความเข้าใจกับสมาชิกของตนเอง หากเป็นกฎหมายที่มีการยืนยันกลับมาแล้ว ก็ไม่ควรอภิปรายลงลึกในรายละเอียดมากเกินไป แต่ควรเน้นเฉพาะสาระสำคัญและข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์
พร้อมกันนี้ นายโสภณ ยังสะท้อนมุมมองส่วนตัวว่า อยากเห็นการอภิปรายในสภาที่มีคุณภาพและน่าติดตามมากขึ้น เพราะในอดีตแม้จะมีเพียงการถ่ายทอดเสียงผ่านวิทยุ แต่ประชาชนก็ยังติดตาม เนื่องจากสมาชิกอภิปรายจากความเข้าใจและมุมมองของตนเอง ต่างจากปัจจุบันที่หลายคนเตรียมเอกสารมาอ่าน ทำให้ขาดเสน่ห์ของการอภิปราย
นายโสภณ ย้ำทิ้งท้ายว่า ประสิทธิภาพของสภาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประชุมที่ยาวหรือสั้น แต่อยู่ที่เนื้อหาและคุณภาพของการอภิปราย หากเห็นด้วยก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก แต่หากไม่เห็นด้วย ก็ควรใช้เวลาซักถามอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน มากกว่าการอภิปรายให้ครบตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น