“อนุทิน” พบ “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” หยอดคำหวาน “หากไม่มีท่าน ผมคงเป็นง่อย” เผย หารือ “ผู้ว่าฯ สตง.” ให้ท้องถิ่นใช้งบประมาณแก้สาธารณภัยทันที ไม่ต้องรอผู้ว่าราชการจังหวัด 


วันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม


โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวยินดีต้อนรับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ครั้งแรก เนื่องจากก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทยเป็นคนละคน พร้อมระบุต่อว่า สิ่งสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกส่วนท้องถิ่น เป็นตำแหน่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน จึงอยากให้ทุกท่านทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ดูแลความสุขความทุกข์ของราษฎร เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่เมื่อราษฎรเจอทุกข์จะนึกถึงและต้องไปหา


“เขาไปหาท่านก่อนมาหาพวกผมอีก ฉะนั้นต้องทำตัวเป็นคนกลางระหว่างภาครัฐและประชาชน ช่วยเหลือการปฏิบัติงานระดับท้องที่และการขับเคลื่อนงานของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และขอให้ทราบว่าพวกท่านมีความสำคัญกับตนจริง ๆ หากไม่มีพวกท่าน พวกผมคงเป็นง่อย ”


นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เราจะได้พบกันตลอดระยะเวลาในการลงพื้นที่วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ต้องไปหาประชาชนดีกว่า ไปเที่ยวก็คงไม่สนุกเพราะมีเรื่องในหัวเยอะแยะ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่จะทราบเรื่องราวจากปากคนที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน อีกทั้งช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ มีสิ่งที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป จึงขอให้ทุกคนศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายเบื้องต้น โดยเฉพาะเป็นกฎหมายที่สร้างความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง ซึ่งทุกคนควรจะมีความรู้ความเข้าใจ ไม่ต้องถึงขั้นเรียนจนนิติศาสตร์ หรือเนติบัณฑิต ซึ่งต้องใช้กฎหมายเหล่านี้ปราบผู้มีอิทธิพล โดยย้ำว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องไม่เป็นเอง แต่เป็นผู้มีอิทธิพลในด้านคุณงามความดี พร้อมย้ำว่า ทุกท่านก็มีอิทธิพลกับรัฐบาล หากเสนออะไรมารัฐบาลผมไม่ยอมรับฟังจะอยู่ได้หรือไม่ แบบนี้ถึงเรียกว่าเป็นอิทธิพลที่ดี ช่วยกันปราบมาเฟีย ซึ่งผู้มีอิทธิพลสามารถใช้พูดในทางที่ดีได้


นายกรัฐมนตรี ยังยกตัวอย่างสุภาษิตว่า เตะหมาต้องดูเจ้าของ หากใครมาทำร้ายคนในปกครองของท่าน ประชาชนถือว่ามีพระคุณ ให้โอกาสเรามาทำงาน ฉะนั้นใครจะมาข่มเหงรังแกไม่ได้ สำหรับตนแล้วก็ไม่ยอมเหมือนกัน หากคนในปกครองของตนไม่ผิดใครจะรังแกไม่ได้ ตนป้องไว้เต็มที่ ซึ่งคือสัญลักษณ์ของการเป็นนักปกครอง แต่หากประชาชนถูกริดรอน ไม่ใช่เป็นการบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นการบกพร่องต่อประชาชนที่เลือกเราให้เข้ามาทำหน้าที่ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นในตัวของพวกเรา


นายกรัฐมนตรี ยังมอบนโยบายสำคัญ คือ การปราบปรามแก้ไขปัญหายาเสพติด สิ่งที่ตนดูแลควบคุมไม่ได้คือชุมชนเนื่องจากเป็นหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนการปราบปรามการลำเลียงถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะอำนวยความสะดวกในการปราบปราม รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพในการป้องกันสาธารณภัย โดยกระทรวงมหาดไทยมีทีมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งการเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้บริหารในระดับแรกสามารถประกาศภัยพิบัติได้ในพื้นที่ไม่จำเป็นต้องรอผู้ว่าราชการจังหวัด


พร้อมระบุว่า ได้หารือกับผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อย่างจริงจังกับสิ่งที่เป็นกังวลจากผู้ใหญ่บ้านว่าจะมานั่งตรวจสอบเมื่อน้ำท่วม ดินถล่ม ถนนขาด ซึ่งได้บอกไปว่าท้องถิ่นไม่มีเวลาประเมินสถานการณ์ หรือจะติดต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอก็ยังไม่ได้ จึงได้รับคำยืนยันจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่าให้ดำเนินการได้ แต่เจตนาต้องสุจริต การดำเนินการต้องอธิบายได้ว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ว่างบประมาณที่เบิกไปได้ใช้ในภารกิจอย่างคุ้มค่าหรือไม่


“หากมีเจตนารมณ์เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนแล้ว รัฐบาลจะไม่ให้ใครมาเอาผิดกับท่านได้หากพวกท่านสุจริตจริง เพราะหากท่านผิดทีเดียวระบบการปกครองจบสิ้น ช่วยเหลือชาวบ้านเวลาที่ชาวบ้านต้องการไม่ได้ แล้วจะมีรัฐบาลไว้ทำไม มีกระทรวงมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไว้ทำไม จะไปต่างอะไรกับการเป็นลูกบ้าน”


ส่วนเรื่องอาชญากรรม ขอให้เท่าทันกับการทำอาชญากรรมใหม่ ๆ ทั้งการค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ ประชาชนบางคนถูกหลอกก็ถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัว อดีตข้าราชการหลายคนก็โดนมาแล้ว จึงต้องมีการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม รัฐบาลได้ปราบปรามเครือข่าย แต่ขอให้ผู้ใหญ่บ้านได้ช่วยบอกกับชาวบ้านว่าการที่จะเรียกว่าสามล้อถูกหวยเป็นไปไม่ได้


นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อ ในส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ สนับสนุนนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งในต้นเดือนมิถุนายนจะมี โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ประชาชนต้องไปขึ้นทะเบียน เพื่อได้รับโครงการ แต่ไม่ใช่โครงการคนละครึ่ง แต่เป็น 60:40 ที่ประชาชนออก 40% และรัฐจ่ายสมทบอีก 60% ซึ่งเงินเหล่านี้ก็จะช่วยเยียวยาให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น ได้ของมากขึ้นโดยใช้เงินลดลง โดยรัฐบาลและประชาชนมีส่วนร่วมในระบบการเงินที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายก็จะต้องอยู่ในระบบเพราะต้องอยู่ในระบบการเสียภาษี ซึ่งการทำทุกอย่างก็ต้องมีความโปร่งใส และเป็นวินัยในการใช้เงินให้กับประชาชน


“ผมก็ดูมาจากการดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัสเมื่อปีที่แล้ว(พฤศจิกายน 2568) เห็นว่าประชาชนมีความพึงพอใจมีความสนุกในการใช้ และเป็นการเพิ่มเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจระดับ 100,000 ล้านบาท หากเม็ดเงินก้อนนี้เข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศแล้ว จะเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจโดยรวม และเงินหมุนเวียนในระบบดีขึ้น ครั้งนี้เราจะออกโครงการเป็น 2 ช่วง ครั้งที่แล้วเราออกเงิน 2,000 บาท แต่ครั้งนี้เราจะออก 4,000 บาท ในส่วนของประชาชน เดือนละ 1,000 บาท จำนวน 4 เดือน สนับสนุนในสัดส่วน 40:60 เชื่อว่าประชาชนจะจับจ่ายใช้สอยได้เพิ่มมากขึ้น ก็ฝากให้ทุกคนไปเร่งดำเนินการ บางคนบอกว่าขี้เกียจออกมา ตนเคยคิดว่ามันจะได้สักเท่าไหร่ แต่เวลาที่ทุกคนมาระดมใช้จ่าย เขาเรียกว่าการร่วมกันกระตุ้น ไม่ใช่รัฐกระตุ้นอยู่ฝ่ายเดียว ประชาชนก็เป็นตัวเริ่มด้วยหากประชาชนไม่จ่ายรัฐก็ไม่ต้องจ่าย ตรงนี้เป็นการร่วมมือกันในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเข้มแข็งในที่สุด”

นายอนุทิน ยังกล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องของไทยช่วยไทย เรื่องของการลดค่าใช้จ่ายหลายอำเภอ เราได้จัดให้นำสินค้าที่มีราคาต่ำกว่าตลาดทั่วไปเข้าไปขายเพื่อลดความเดือดร้อนให้กับประชาชน ยกตัวอย่างน้ำปลาที่มีฉลากเปลี่ยนไปไม่ใช่ของปลอม แต่เป็นการลดค่าการตลาด-ค่าโฆษณาออกไป นำน้ำปลาคุณภาพดีมากรอกใส่ขวดโดยผู้ประกอบการก็ช่วยกันกรอกเพื่อเป็นการลดต้นทุน ลดการโฆษณา และกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงมหาดไทยร่วมมือแยกให้เป็นของมาขายโดยที่ไม่ต้องมีต้นทุนในเรื่องของการสร้างมูลค่าทางการตลาด จึงสามารถขายได้ต่ำกว่าราคาทั่วไปถึงร้อยละ 20 ถึง 30 ซึ่งส่วนใหญ่ก็เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 20 ถือว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน โดยเราจะทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าวิกฤตการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งสินค้าเหล่านี้พอจะลงไปถึงชุมชน เราใช้ระบบรถพุ่มพวง โดยนำสินค้าเหล่านี้ใส่รถพุ่มพวงขับไปในพื้นที่ตำบลต่าง ๆ 10 ถึง 20 หมู่บ้านเพื่อเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด ดังนั้นพวกเราเป็นทุกอย่างของชาวบ้าน ให้สามารถซื้อในราคาที่ถูกกว่า โดยที่คุณภาพเหมือนกันทุกอย่าง


“ผมก็ได้ซื้อเป็นตัวอย่าง ใช้ของเหล่านี้จริง ทั้งของใช้อุปโภคบริโภคไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืช ยังไปถามแม่ครัวที่บ้านว่าเป็นอย่างไร เขาบอกเหมือนเป๊ะ ใส่ลงไปมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ เหมือนน้ำมันพืชก็เหมือนยี่ห้อดัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเยอะมาก“


ส่วนเรื่องของสถานการณ์บ้านเมืองขอให้ทุกคนได้ช่วยกันให้เต็มที่ในการดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของเรา เรื่องการบังคับใช้กฎหมายขอให้ทุกคนมีการติดต่อสื่อสารกันได้กับนายอำเภอ อย่างน้อยตนอยากให้สื่อสารกับผู้ว่าราชการจังหวัดได้ด้วย โดยจะจัดให้มีการประชุมพบปะกัน โดยตนจะเร่งจัดภายใน 1-2 อาทิตย์ ทั้งผู้ว่าและตำรวจจะได้สามารถพบกัน และร่วมมือกันในการสร้างความสงบสุขและความปลอดภัย กำจัดโจรผู้ร้าย อาชญากรรม และดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม


นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากตนให้เต็มที่ วันนี้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีกำกับตำรวจและความมั่นคงด้วย กระทรวงกลาโหมก็อยู่กับตน หากท่านมีความต้องการที่จะใช้ความช่วยเหลือจากกองทัพตนก็สามารถสั่งการได้ รวมถึงฝ่ายปกครอง ตนอยู่มาปีที่ 3 ของกระทรวงมหาดไทย จำนายอำเภอได้ทุกคน เป็นพี่น้อง เจอกันเรียกชื่อเล่นกัน วันนี้หากท่านไม่ใช้ประโยชน์จากตนตรงนี้เราก็ปล่อยให้โอกาสต่าง ๆ เสียไป ตนก็จะขอใช้โอกาสที่สามารถดูแลเรื่องความมั่นคงทั้งหมดของประเทศได้ ในการสร้างความสงบให้กับประเทศทุกรูปแบบ ในทุกอำนาจที่ตนมี ตรงนี้เป็นวันที่เราสามารถร่วมบูรณาการความร่วมมือหลายด้านเพื่อพี่น้องประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยบวกทั้งนั้น


“วันนี้ขอแค่อย่างเดียว คนข่มเหงคนนั้นไม่ได้ ในยุคนี้พี่น้องประชาชนโดนภัยจากเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ โดนเรื่องโอกาสในการทำมาหากิน แล้วยังมาโดนข่มเหงอีก ตรงนี้เหนือที่จะรับได้ ตรงนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยรับทราบ ความตั้งใจของตนเป็นอย่างดี และตนทำงานแบบติดตามงานไม่ได้สั่งแล้วหายไป ผมจี้และลงไปดูด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงหากรายงานเข้ามาตนลงพื้นที่ ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่ต้องเห็นกับตา เพื่อที่จะไปสนับสนุนภารกิจให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่านี้“


ซัดคนเห็นแก่ตัว ปล่อยของเถื่อน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวต่ออีกว่า เมื่อวานตนได้ไปดูของเถื่อนที่จังหวัดระนอง ถึงขั้นเข้าไปดูในลังไม้ว่ามีของจริงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าโชว์แต่จะเอาของออกไปหมด ตนยังยกดูทีละลัง โชคดีที่ยกไม่ขึ้น แสดงว่ายังมีของอยู่ในนั้น ของเถื่อนที่พบตีราคา 50 ล้านบาท พอไปดูจริง ๆ เกือบ 200 ล้านบาทที่ตรวจยึดได้

“ได้รับรายงานว่าไม่ใช่ของเถื่อน แต่เป็นสินค้าที่รอการจัดส่งผ่านไปประเทศเมียนมา ฟังเสร็จก็ยิ้ม และหันไปถามอีกหน่วยงานหนึ่ง ได้รับคำตอบว่าส่งไม่ได้ต้องรอการอนุมัติก่อน ฉะนั้นมาอ้างแบบนี้ไม่ได้ เพราะต้องมีใบอนุญาตนำเข้าสินค้าเหล่านี้ถึงจะมาสั่งสินค้านำเข้าได้ เพราะสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าไม่เสียภาษี พอไม่เสียภาษีก็ต้องอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ให้เวลาไม่เกิน 30 วันในการส่งออกออกไปนอกประเทศ ถ้าเกิน 30 วัน สินค้าจะต้องตกเป็นของรัฐ และต้องไปอยู่ในคลังสินค้าแบบฟรีโซน แต่นี่ กลับเอาของออกจากตู้คอนเทนเนอร์ไปวางแยกประเภทไว้เรียบร้อยแล้ว มีตั้งแต่กระทะไฟฟ้า ตู้แช่ ยาเส้นแบบเคี้ยวที่ไม่เสียภาษีสรรพสามิต และที่แย่ที่สุดคือมีวิตามิน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะยังมีคนที่เห็นแก่ตัว ขาดความสำนึกรับผิดชอบในประเทศเรา และใครจะปราบคนเหล่านี้ได้ก็พวกเรานี่แหละ คนเหล่านี้คือส่วนเกินของสังคมและคนที่จะกำจัดคนเหล่านี้ได้ก็คือพวกท่านทุกคน คนดีไม่ต้องกลัว คนชั่วต้องกลัวกำนัน ซึ่งตนก็ยังกลัวเลยกลัวความดีของท่าน”


ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีขอให้พวกเราทุกคนทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งนโยบายทุกคนก็รับทราบรับรู้กันหมดทุกคนแล้ว


ทั้งนี้ภายหลังการมอบนโยบายฯ นายกฯร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มาร่วมงาน ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี จากนั้นนายกฯถ่ายรูปร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า