“อภิสิทธิ์” ยืนยัน ฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้เหตุผลขอกู้ฟังไม่ขึ้น มีทางเลือกอื่นที่ไม่ขัด รธน. สวน “เอกนิติ” แจกเงิน 30 ล้านคน มุ่งเป้าตรงไหน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาดว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ว่า เวลา 12.00 น.วันนี้ ฝ่ายค้านจะยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกับพรรคประชาชนถึงคำร้อง มีการพูดถึงว่า การตรา พ.ร.ก.ครั้งนี้ ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องทำเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประเด็นหลัก คือ 1.โครงการอย่างน้อย 2 แสนล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานทั้งหมด แทบจะไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในขณะนี้เลย ส่วนในแง่ของภาวะเศรษฐกิจ ตนเห็นการชี้แจงว่า รัฐบาลอื่นก็เคยกู้เงิน ดังนั้นเราต้องพูดตามข้อเท็จจริง และเงื่อนไขของกฎหมาย คำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะวัดจากอะไร ต้องดูตามมาตรฐานของสากล

“การกู้เงินในอดีตที่ผ่านมา 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตครั้งนั้นทุนสำรองของประเทศ เกือบจะหมดไปแล้ว เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ครั้งที่ 2 ในยุคที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี การท่องเที่ยว การส่งออกติดลบ มีการคาดการณ์กันว่า จะเกิดการตกงานกันครั้งใหญ่ เศรษฐกิจหดตัว รัฐพยายามใช้เงื่อนไขที่มีอยู่ในกฎหมายทั้งหมด เช่น การทำกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมและอะไรหมดแล้ว แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถที่จะมีเงินมาดำเนินการในการสร้างความมั่นใจถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องทำ และครั้งที่ 3 กรณีโควิด-19 ที่มีการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้นการเทียบสถานการณ์ปัจจุบัน ผมดูตัวเลข ที่สิ้นเดือนมีนาคม ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)แถลงล่าสุด ปีต่อปี ส่งออกเป็นบวก ลงทุนเป็นบวก การบริโภคเป็นบวก และเศรษฐกิจในภาพรวมยังเป็นบวก รวมถึงประเด็นการจัดเก็บรายได้ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ก็ยังเป็นไปตามเป้าหมายอยู่ ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผมขอตั้งข้อสังเกต และยืนยันเหมือนเดิมว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์คือ ไม่ใช่เราบอกว่า เศรษฐกิจดี เรารู้ว่า เศรษฐกิจไม่ดี และเรารู้ว่าเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ผลกระทบ ต้นทุนคือ น้ำมันแพง จึงทำให้ต้นทุนการผลิตอื่น ๆ แพงไปด้วย ซึ่งหากรัฐบาลคิดว่า จะใช้เงิน 200,000 ล้านบาท เป็นเวลา 4 เดือน ในขณะที่เราบอกว่า ถ้าคุณลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 4 เดือน คุณใช้เงินแค่ 60,000 ล้านบาท น้ำมันถูกลงทันที 7 บาท และตอนนี้แทบจะกลับไปเหลือ 30 บาทแล้ว อะไรคือ การแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดกว่ากัน โดยไม่ต้องละเมิดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ”

...

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การปฏิเสธของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่บอกว่า การลดภาษีสรรพสามิต เป็นการช่วยเหลือแบบไม่มุ่งเป้า คำว่า “ไม่มุ่งเป้า” ของนายเอกนิติ ก็ขยายความว่า เช่น มีคนรวยที่ขับรถได้ประโยชน์ เพราะเขาใช้ดีเซล ซึ่งตนก็บอกว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลทำ ถ้าเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า เช่น การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตรงนี้เราไม่ได้ขัดข้อง และความจริงในวงเงินที่ทำก็สามารถจะบริหารจากงบประมาณปกติได้ แต่คำถามคือ การให้เงินคน 30 ล้านคน โดยคนที่ได้คือ คนที่มีโทรศัพท์ดีกว่า สัญญาณอินเทอร์เน็ตดีกว่า มือไวกว่า อย่างนี้เป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าอย่างไร นี่คือ สิ่งที่เราทักท้วง และเราไม่เคยปฏิเสธว่า เศรษฐกิจไม่มีปัญหา แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีความหมายเฉพาะของมัน และไม่ได้เป็นตามเงื่อนไข และเราก็มองว่า การช่วยเหลือประชาชน ที่ไม่ก่อหนี้มากมายมหาศาลแบบนี้ และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบมีวิธีอื่นอีกเยอะ

เชื่อศาล รธน.รับพิจารณา สภาฯ ต้องยุติรอศาล

เมื่อถามว่า ในร่างคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีพรรคกล้าธรรมทำร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงชื่อด้วย แต่เชื่อว่า เมื่อเรายื่นไปแล้ว ศาลจะรับไว้พิจารณา และหากศาลรับพิจารณา ก็ต้องหยุดการพิจารณาของสภา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า น่าจะทันในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่จะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว