“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้เอาเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน ลักไก่สอดไส้โครงการด้านพลังงาน ปชน. เตรียมเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้เงิน


วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า การมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับเดียวกัน เท่ากับ รัฐบาลฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน โดยการเอาเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อลักไก่สอดไส้โครงการด้านพลังงานให้ข้ามหัวสภาไปได้ พรรคประชาชนเสนอให้สภาตั้ง กมธ. วิสามัญ ติดตามและตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก. โดยเร็วที่สุด

หลังจากที่ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท มีการประกาศบังคับใช้ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ทางพรรคประชาชนและพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะมีการนำรายชื่อไปยื่นต่อประธานสภา เพื่อใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 ในการเสนอเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ (กล่าวคือ เป็นสิ่งที่ “ต้องทำตอนนี้” และ “หากไม่ทำ จะไม่สามารถรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ได้ หรือไม่”)

นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้อำนาจในการตีความกฎหมายในลักษณะดังกล่าว เป็นอำนาจที่พบเห็นได้ในศาลหรือศาลรัฐธรรมนูญในบางประเทศประชาธิปไตย และไม่ใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกขยายโดย รธน. 2560 และแม้เจตนารมณ์ของกลไกดังกล่าว เป็นการคุ้มครองไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจออกกฎหมายหรือกู้เงินโดย “ข้ามหัว” การตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมเข้าใจและตระหนักดีว่าในเมื่อที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ณ ปัจจุบันถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม หลายฝ่ายย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการใช้กลไกดังกล่าว

...

อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำว่าสารตั้งต้นของปัญหาครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความ “ไม่ตรงไปตรงมา” ของรัฐบาล ในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ที่มัดรวมเงิน 2 ก้อน เข้ามาอยู่ใน พ.ร.ก. ฉบับเดียวกัน

- ก้อน 1 = มาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาประชาชน (200,000 ล้านบาท)

- ก้อน 2 = โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (200,000 ล้านบาท)

โดยหลักการแล้ว ในเมื่อการออก พ.ร.ก.เงินกู้ เป็นกลไกที่ทำให้รัฐบาลมีเงินมาใช้จ่ายได้เลย โดยยังไม่ได้รับการอนุมัติหรือถูกตรวจสอบโดยสภา การออก พ.ร.ก. เงินกู้ ควรจะต้องใช้เฉพาะกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดย “หาเงินจากช่องทางอื่นไม่ได้” และ “รอไม่ได้”

ดังนั้น แม้เรามีข้อกังวลต่อรายละเอียดของมาตรการในก้อน 1 (เช่น การเยียวยาที่หว่านแห แต่ยังเสี่ยงตกหล่นกลุ่มที่เปราะบาง / การใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในวันที่เศรษฐกิจเจอแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพ) แต่ผมและพรรคเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง คือการใช้วิธีการออก พ.ร.ก. เงินกู้ สำหรับ ก้อน 2 เรื่องโครงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน - เหตุผลไม่ใช่เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (เราเห็นด้วยว่าควรต้องเปลี่ยนผ่าน) แต่เป็นเพราะเราไม่เห็นเหตุใด ที่รัฐบาลจะต้องทำโครงการเหล่านี้โดยไม่เปิดให้สภาได้ตรวจสอบและอนุมัติก่อน เนื่องจากโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ไม่ได้ดำเนินการได้ทันทีทันใดหรือเห็นผลทันที - การดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณประจำปีปกติ (เช่น ร่าง พ.ร.บ. 70 ที่จะเริ่มใช้ ต.ค. 69) หรือแม้กระทั่งการเสนอ พ.ร.บ.เงินกู้ เข้าสภา ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลเลือกทำได้ แต่รัฐบาลจงใจไม่เลือกเพื่อหนีสภา

ดังนั้น การที่รัฐบาลจงใจ “มัดรวม” เงิน 2 ก้อน เข้ามาใน พ.ร.ก. ฉบับเดียวกัน (แทนที่จะเสนอ พ.ร.ก.เงินกู้ สำหรับก้อน 1 และ เสนอ พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. เงินกู้ อีกฉบับ สำหรับก้อน 2) จึงเป็นการบีบให้ สส. หรือ ฝ่ายค้านที่คัดค้าน พ.ร.ก. ดังกล่าว (ไม่ว่าจะผ่านการลงมติไม่อนุมัติในสภา หรือ ผ่านกลไกอื่น) เสี่ยงจะถูกเหมารวมว่าคัดค้านทั้ง 2 ก้อนในเวลาเดียวกัน - การกระทำเช่นนี้ จึงไม่ต่างอะไรจากการที่รัฐบาลฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน โดยการเอาเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อลักไก่สอดไส้โครงการด้านพลังงานให้ข้ามหัวสภาไปได้

นายพริษฐ์ ระบุว่า ดังนั้น เพื่อตรวจสอบรัฐบาลโดยพุ่งเป้าไปที่ความไม่ตรงไปตรงมาในการดำเนินการ

1. คำร้องที่เราจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ จะเน้นไปที่ “ก้อน 2” เรื่องโครงการด้านพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนที่เราเห็นว่ารัฐบาลไม่มีเหตุผลใดๆที่จะต้องใช้วิธีกู้เงินโดยข้ามหัวสภา และจะทำให้รัฐบาลอ้างไม่ได้ ว่าการยื่นคัดค้านของพรรคฝ่ายค้าน เป็นการขัดขวางการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนตาม “ก้อน 1”

2. เราจะเสนอญัตติให้สภาตั้ง กมธ.วิสามัญ ติดตามและตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก. เงินกู้ โดยเร็วที่สุด (เหมือนกับที่เคยมีการตั้ง กมธ. ในการตรวจสอบ พ.ร.ก. เงินกู้ ช่วงโควิด) เพราะแม้การยื่นศาลรัฐธรรมนูญ อาจทำให้การพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. โดยสภา ถูกชะลอออกไป แต่ในเมื่อ พ.ร.ก. บังคับใช้แล้ว และรัฐบาลเริ่มใช้เงินได้แล้ว การตรวจสอบโดยสภาผ่านกลไก กมธ. ก็ควรเริ่มดำเนินการได้เช่นกัน