“อนุทิน” ลุยปราบกุ๊ยรุกชายหาดบางเทา ภูเก็ต หลังมีการก่อสร้างอาคาร-ประกอบธุรกิจรุกล้ำพื้นที่สาธารณะต่อเนื่อง สร้างบาร์เบียร์และร้านอาหาร พบต่างชาติใช้นอมินีสยายปีก
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 10 พ.ค.2569 ที่ จ.ภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมคณะลงพื้นที่หาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหากรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 2 แห่ง ประกอบด้วย 1.หาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง และหาดฟรีดอม ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต
โดยจุดแรกนายกรัฐมนตรีเดินทางไปบริเวณหาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ซึ่งจุดนี้ปลัดจังหวัดภูเก็ต ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ตรายงานสรุปกรณีการบุกรุกพื้นที่ชายหาดที่ยืดเยื้อมานาน ซึ่งเดิมพื้นที่นี้มีการลักลอบสร้างอาคารไม้เป็นบาร์เบียร์และร้านอาหาร โดยก่อนหน้านี้ อบต.เชิงทะเลเคยเข้ารื้อถอนไปแล้ว แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ตั้งแต่ปลายปี 64 พบว่ามีการกลับมาก่อสร้างใหม่ด้วยโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรงกว่าเดิมจนเต็มพื้นที่ โดยมีการอ้างสิทธิ์ในโฉนดที่ดินบางส่วนและการยินยอมจากเจ้าของที่ดิน ในส่วนการดำเนินการ อบต.เชิงทะเลได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ติดคำสั่งทางกฎหมายเพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาด ซึ่งจุดนี้ทันทีที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาถึงชาวบ้านได้มีการตั้งแถวรอรับ พร้อมกับป้ายที่เขียนข้อความเพื่อที่จะให้นายกรัฐมนตรีได้มีการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีมีการบุกรุกดังกล่าว
ขณะที่นายกรัฐมนตรีกำลังเดินอยู่นั้น ได้มีคุณป้าใส่เสื้อสีแดงโผเข้ากอดนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำตาว่า ให้นายกมนตรีช่วยเหลือ และดีใจที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาในวันนี้ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้มีการเก็บป้ายข้อความต่างๆที่พี่น้องประชาชนได้ถือมาต้อนรับถือเป็นเป็นการรับเรื่องในการที่จะนำไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะยังพบปะผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและพบปะประชาชนในพื้นที่
...
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบริเวณชายหาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ขณะนี้มีการดำเนินคดีรวม 3 คดี โดยมีผู้ต้องหา 2 ราย ในข้อหาร่วมกันบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่และร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ จากการตรวจสอบพบว่ามีการประกอบกิจการปล่อยเช่าห้องพัก ร้านอาหารและร้านนวดล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ชายหาด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 18 ล้านบาท โดยมีพื้นที่บุกรุกกว่า 3 ไร่ 1 งาน 90 ตารางวา ขณะนี้ทั้ง 3 คดีอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จ.ภูเก็ตรายงานผลการดำเนินงานปราบปรามการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หรือคดี “นอมินี” ของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พบว่ามีการดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 15 คดี แยกเป็นธุรกิจรถเช่า 6 คดี ร้านอาหาร 5 คดี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2 คดี ธุรกิจออกแบบ 1 คดี และสถานรับเลี้ยงเด็ก 1 คดี ส่วนสัญชาติของผู้ต้องหาชาวต่างชาติรวม 33 คน พบว่า เป็นชาวรัสเซียมากที่สุด 13 คน รองลงมาชาวจีน 12 คน ชาวอิสราเอล 2 คน และสัญชาติอื่นอีก 6 คน
สำหรับข้อกล่าวหาที่พบ ประกอบด้วย ต่างด้าวประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน 7 ราย ต่างด้าวประกอบธุรกิจระหว่างถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต 1 ราย คนไทยให้ความช่วยเหลือหรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าว 6 ราย และต่างด้าวยินยอมให้คนไทยถือหุ้นแทน หรือทำหน้าที่แทนอีก 1 ราย ด้านสถิติคดีอาญาทั่วไปที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นผู้ต้องหา ของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2569 พบว่า มีคดีรวมทั้งสิ้น 3,218 คดี ผู้ต้องหารวม 3,484 คน โดยสัญชาติผู้ต้องหาสูงสุด 4 อันดับแรก ได้แก่ เมียนมา 946 คน คิดเป็น 27.2% รัสเซีย 269 คน คิดเป็น 7.7% อังกฤษ 143 คน คิดเป็น 4.1% และฝรั่งเศส 141 คน คิดเป็น 4.0%
นอกจากนี้ ยังมีการเข้มงวดกวดขันชาวต่างชาติขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ รวมถึงตรวจสอบร้านเช่ารถที่ปล่อยปละละเลย โดยข้อมูลของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.68 ถึง 30 เม.ย.69 สามารถจับกุมชาวต่างชาติขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตได้ถึง 20,901 ราย ขณะที่เฉพาะปี 69 ช่วงวันที่ 1 ม.ค.-30 เม.ย.สามารถจับกุมได้แล้ว 8,625 ราย สะท้อนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัด
นายอนุทินกล่าวกับพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ ข้าราชการในส่วนที่เกี่ยวข้องบางช่วงว่า ทางรัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่หาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต หลังมีอันธพาลหรือเราเรียกว่า กุ๊ย ซึ่งไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล เพราะรังแกประชาชน เอาที่หลวงมาเป็นของตัวเองแล้วปล่อยให้ผู้ประกอบการเช่าโดยผิดกฎหมาย เรื่องนี้รัฐบาลยอมไม่ได้ ซึ่งได้มอบหมายให้ รมช.มหาดไทย ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ภาคใต้เข้ามากำกับดูแลปัญหาต่างๆอย่างใกล้ชิด โดยมี รอง ผบ.ตร.-ผบช.ภ.8 และ ผวจ.ภูเก็ตบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ร่วมกับป่าไม้ จ.ภูเก็ต อบต.เชิงทะเลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำพื้นที่สาธารณะกลับคืนมาเป็นของแผ่นดินต่อไป