“มนพร” มอง ความขัดแย้งต่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ควรสิ้นสุดได้แล้ว ชี้ จะอยู่ในหรือนอกเรือนจำก็ปรารถนาดีต่อประเทศมาตลอด “อนุสรณ์” ยก สัญลักษณ์นักสู้เพื่อประชาธิปไตย


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีจะมีการพักโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 พรรคเพื่อไทยจะมีการรอต้อนรับนายทักษิณ อย่างไร ว่า ต้องยอมรับว่านายทักษิณ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการนัดหมายเพื่อรอต้อนรับนายทักษิณ เพราะสมาชิกพรรคบางท่านอาจติดภารกิจ ดังนั้น ใครสามารถไปได้ก็จะเดินทางกันไปเองโดยไม่ได้นัดหมายกัน 

นางมนพร เผยต่อไป ที่ผ่านมาไม่ว่าตัวนายทักษิณ จะอยู่ในเรือนจำหรือนอกเรือนจำ ท่านก็เป็นผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศตลอด แต่ท่านถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง วันนี้นายทักษิณ อายุมากแล้ว และท่านรับโทษถึงที่สุดแล้ว คิดว่าความขัดแย้งทางการเมืองต่อนายทักษิณ ควรสิ้นสุดลงได้แล้ว และขอให้นายทักษิณ มีสุขภาพที่แข็งแรง มีกำลังกาย กำลังใจ มองดูความสำเร็จกับลูกหลาน และใช้เวลาอยู่กับครอบครัว 

ทางด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับวังวนแห่งความขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่โลกยังสั่นคลอนจากแรงปะทะของภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และวิกฤติเชิงโครงสร้าง ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเคลื่อนผ่านยุคแห่งความเปราะบางและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ คนไทยควรหันหน้าสู่ความสมัครสมานสามัคคี ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่เสถียรภาพและศักดิ์ศรีบนเวทีนานาชาติ นายทักษิณ คือบุคคลสำคัญผู้ยืนหยัดบนเส้นทางประชาธิปไตยอย่างยาวนาน เปรียบดั่งสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพและพลังศรัทธาของมวลชน 

...

ทั้งนี้ ตนจะเป็นหนึ่งในผู้เดินทางไปรอต้อนรับนายทักษิณ ร่วมกับพี่น้องคนเสื้อแดงและประชาชนผู้ยังคงยืนหยัดในศรัทธาและอุดมการณ์ทางประชาธิปไตยอย่างมั่นคง สำหรับบทบาททางการเมืองของนายทักษิณในอนาคตนั้น ย่อมเป็นสิทธิและการตัดสินใจส่วนบุคคล แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายทักษิณได้ฝากมรดกทางความคิด วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ ผลงานและนโยบายสาธารณะที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง ไว้กับสังคมไทยจำนวนมาก ครั้งหนึ่ง ประชาชนเคยรู้สึกว่า นโยบายของรัฐมิได้เป็นเพียงวาทกรรมอันห่างไกลบนยอดหอคอยอำนาจ หากแต่เป็นพลังแห่งโอกาสที่เข้าถึงชีวิตผู้คน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างศักดิ์ศรี และเติมความหวังให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค นั่นคือภาพสะท้อนของประชาธิปไตยที่มีชีวิต และประชาชนสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริง

“วรชัย” ขอทุกภาคส่วนจับมือเลิกทะเลาะดึงเศรษฐกิจไทย 

ขณะที่ นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง เปิดเผยถึงกิจกรรมหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อรอรับนายทักษิณ ที่จะได้รับการปล่อยตัวพักโทษ ว่า กิจกรรมจะมีตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พฤษภาคม โดยเป็นการรวมตัวกันของคนเสื้อแดงที่รักนายทักษิณ และรักความยุติธรรม เพื่อรอการปล่อยตัวของนายทักษิณ ในเช้าวันที่ 11 พฤษภาคม ซึ่งคนเสื้อแดงที่รวมตัวกันจะมาจากต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ ถือเป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดงด้วยจิตวิญญาณที่รักประชาธิปไตย คาดว่าจะมีถึงหลายพันคน 

สำหรับกิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พฤษภาคม จะมีการเสวนาโดยแกนนำคนเสื้อแดงตั้งแต่อดีต และพูดปราศรัยถึงแนวทางประชาธิปไตย รวมถึงสถานการณ์บ้านเมือง เพราะวันนี้ประเทศเจอวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ต้องเร่งวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศรอดพ้นไปให้ได้ โดยวันนี้นายทักษิณ คือความหวัง เพราะมีทั้งความคิดที่หลักแหลม ประสบการณ์ที่เคยผ่านวิกฤติมาก่อน รวมถึงมีคอนเน็กชั่นกับผู้นำหลายประเทศ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะมาร่วมช่วยในการคิดการทำให้ประเทศผ่านวิกฤติไปให้ได้ จึงหวังว่าทุกภาคส่วนของผู้มีอำนาจควรเอาความสามารถของนายทักษิณ มาช่วยแก้วิกฤติประเทศให้ลุล่วงไปได้ 

“วันนี้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยเศรษฐกิจอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ไม่น่าเป็นไปได้ว่าประเทศไทยเศรษฐกิจโตต่ำกว่าเมียนมา ลาว กัมพูชา โตต่ำที่สุดในอาเซียน ทำให้คนไทยทุกข์ยากลำบากแร้นแค้น รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ที่จริงประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องธรรมชาติและอาหาร เป็นศูนย์กลางของอาเซียนในด้านคมนาคม เป็นศูนย์กลางอาหารของโลก เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมในภูมิภาคมาก่อน แต่วันนี้ประเทศไทยถอยหลังมากกว่าทุกประเทศเพราะความขัดแย้งการแบ่งพวกแบ่งฝ่าย ความอยุติธรรม ทำให้ประเทศไทยต้องเป็นอย่างนี้ ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรค ทุกภาคส่วนของอำนาจ จงมาหลอมรวมกันเพื่อสามัคคีจับมือเลิกทะเลาะเลิกขัดแย้งเลิกกีดกันคนเก่ง เพื่อให้ประเทศไม่ต้องขายขี้หน้าชาวโลกที่ประเทศไทยเศรษฐกิจต่ำสุด แล้วกลับมาพลิกฟื้นให้เศรษฐกิจเป็นผู้นำในอาเซียนอีกครั้ง”