“ศิริกัญญา” ย้ำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กระทบเยียวยาประชาชน รัฐบาลเดินหน้ากู้ได้เลย ยันพรรคประชาชน ยึดหลักการไม่ขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ จนกลายเป็น นิติสงคราม
วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ในวันนี้ว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวความยาวเพียง 5 หน้า โดยไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือรายละเอียดโครงการที่จะใช้วงเงินดังกล่าว แตกต่างจากการขอสินเชื่อทั่วไปจากสถาบันการเงินที่ต้องมีเอกสารและรายละเอียดประกอบจำนวนมาก นอกจากนี้ยังแตกต่างจาก พ.ร.ก.กู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มีการกำหนดกลไกกลั่นกรองที่ประธานคณะกรรมการ คือ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการในครั้งนี้ รัฐบาลกำหนดให้คณะกรรมการกลั่นกรองมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน จากเดิมที่เลขาธิการสภาพัฒน์ทำหน้าที่ดังกล่าว ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับหน้าที่ประเมินโครงการ ส่งผลให้กระทรวงการคลังมีบทบาททั้งในฐานะผู้กู้ ผู้กลั่นกรอง และผู้ตรวจสอบในกระบวนการเดียวกัน
ทั้งนี้ บัญชีแนบท้ายของ พ.ร.ก. ระบุกรอบการใช้จ่ายไว้ในลักษณะกว้าง โดยแผนการเยียวยาระบุว่าจะครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพียงโครงการเดียวใช้งบประมาณประมาณ 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของวงเงินสำหรับแผนดังกล่าว
...
ในส่วนของแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ พ.ร.ก. มีการกำหนดขอบเขตกว้างไปจนถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ทำให้เกิดคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบรรจุไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับนี้ จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน มีข้อสงสัยว่าหากฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก. จะส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้ากู้เงินเพื่อเยียวยาประชาชนได้หรือไม่ ขอยืนยันว่ารัฐบาลสามารถเดินหน้ากู้เงินเพื่อเยียวยาได้ทันทีหลังจากนี้ โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยจากศาล
เนื่องจากการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลเพียงชะลอกระบวนการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วันเท่านั้น และแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. บางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็อาจกระทบเฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะที่รัฐบาลสามารถเดินหน้ากู้เงินในส่วนของแผนเยียวยาได้ก่อน
ส่วนข้อวิจารณ์เกี่ยวกับรูปแบบการแจกเงินเยียวยาที่ถูกมองว่าเป็นลักษณะ “สุ่ม” และ “เกือบถ้วนหน้า” ซึ่งอาจทำให้ผู้เดือดร้อนบางส่วนไม่ได้รับสิทธิหรือจำเป็นต้องรอการพิจารณาในรอบถัดไปนั้น มีความเห็นว่าควรใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบและคัดค้าน มากกว่าการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกแซง ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบและกำลังรอความช่วยเหลือสามารถมั่นใจได้ว่ากระบวนการเยียวยาจะเดินหน้าต่อไป
นางสาวศิริกัญญากล่าวต่อว่า การยื่นคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านครั้งนี้ พรรคประชาชนยืนยันว่าเราใช้อำนาจที่มีในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายระดับ พ.ร.ก. ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามหลักการ แตกต่างกับกรณีที่มีนักร้องเจ้าประจำคอยยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การขยายขอบเขตอำนาจของศาล เป็นสิ่งที่เรียกว่า “นิติสงคราม” เพียงเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมในสิ่งที่เราต่อต้านและยังยึดหลักการเดินหน้าทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและหลักการประชาธิปไตยระบบรัฐสภาแบบที่ควรจะเป็น เป็นที่ตั้ง