นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ พร้อมร่วมกันผลักดันบทบาทอาเซียน “รัชดา” สรุปผลหารือ 3 วัน ยันถกกัมพูชา ยึดแนวทางสันติภาพ ผลประโยชน์ชาติ ย้ำไม่มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน
วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง Business Center โรงแรมแชงกรีลา มักตัน เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับ นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48
โดยนายกฯ ได้ขอขอบคุณฟิลิปปินส์ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้อย่างดียิ่ง การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยการหารือร่วมกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน พร้อมทั้งยังได้ชื่นชมบทบาทของฟิลิปปินส์ในการริเริ่มจัดการประชุมสามฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ จนนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในหลายประเด็นสำคัญ โดยฝ่ายฟิลิปปินส์มีบทบาทอย่างยิ่งในการส่งเสริมบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความไว้วางใจ
ผลการหารือครั้งนี้ถือเป็นที่น่าพอใจ และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพ สันติภาพ และความร่วมมืออันสร้างสรรค์ในภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายต่างยินดีที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังหารือในเรื่องความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค
...
หารือกัมพูชาไม่มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน
ต่อมา นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 ของนายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การยึดมั่นในกฎกติกาสากล และการผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นเอกภาพ เข้มแข็ง และมีบทบาทมากยิ่งขึ้นบนเวทีโลก ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนชาวไทย
ซึ่งวันแรก นายกฯ ได้หารือ 3 ฝ่ายร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าร่วมการหารือด้วยท่าทีสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า พร้อมนำคณะผู้แทนด้านการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ และความขัดแย้งย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียแก่ทุกฝ่าย จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ บนพื้นฐานของความจริงใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์
ในการหารือดังกล่าว ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่สามารถดำเนินการร่วมกันได้ทันที เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี การหารือครั้งนี้มิได้มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนหรือการเปิดพรมแดนแต่อย่างใด โดยฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด
สำหรับการประชุมฯ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายกฯ ได้เสนอการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้กลไกความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว โดยที่ประชุมยังได้ตกลงเห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียนให้รองรับการเข้าเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเต และร่วมรับรองแถลงการณ์สำคัญ 4 ฉบับ ครอบคลุมด้านความร่วมมือทางทะเล การรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการเสริมพลังเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
พร้อมหารือกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ โดยเห็นพ้องว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรใช้จุดแข็งร่วมกันในการเพิ่มอำนาจต่อรองและยกระดับบทบาทของภูมิภาคในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
และหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน ทั้งถนนเชื่อมด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม และสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 เพื่อส่งเสริมการค้า การเดินทาง และเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงหารือความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านแนวทางสันติวิธี
สำหรับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ก่อนเดินทางกลับ ยังได้หารือกับนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ พร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์
ล่าสุด นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ได้เดินทางออกจากฐานทัพอากาศ Brigadier General Benito N. Ebuen Air base (BGBNEAB) เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์แล้ว และจะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลา 14.10 น.