ปชป. จัดเสวนาฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ 2 ผู้เชี่ยวชาญแนะใช้ยุทธศาสตร์ 8-3-1 อาศัย 2 เสาหลัก ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี-ด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ชูโมเดลเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า 


วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ จัดงาน กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ Forum ครั้งที่ 3 ในหัวข้อเรื่อง “ฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ คืนชีวิตให้เมือง” โดยมี 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านฝุ่น และอากาศสะอาด ได้แก่ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันภัยพิบัติ และดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐ เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็น Moderator และมี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านนโยบาย มาร่วมฟังเสวนาในครั้งนี้ด้วย

โดย ศ.ดร.ศิวัช กล่าวว่า สำหรับภัยเงียบที่มองไม่เห็น และความเข้าใจผิดเรื่อง “ค่าฝุ่น” นั้น ให้ก้าวข้าม PM 2.5 มาสู่ PM 0.1 เนื่องจากปัจจุบันฝุ่นมีขนาดเล็กลงจนถึงระดับ PM 0.1 ซึ่งอันตรายมาก เพราะสามารถเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้เราไม่รู้เลยว่ากำลังรับสารพิษอะไรเข้าไปบ้าง

...

“ค่าฝุ่นต่ำ ไม่ได้แปลว่าอากาศดีเสมอไป ดังนั้นการนำเสนอข่าวที่ผูกติดกับปริมาณฝุ่นอาจทำให้หลงทาง เพราะฝุ่นปริมาณน้อยอาจมี “สารก่อมะเร็ง” สูงมาก ในขณะที่ฝุ่นปริมาณมากอาจมีสารพิษน้อยกว่า ดังนั้น การดูแค่ค่า AQI พื้นฐาน (ที่คำนวณจากก๊าซ) จึงไม่เพียงพอและอาจเป็นอันตราย” 

ศ.ดร.ศิวัช กล่าวอีกว่า อยากให้โฟกัสที่สารก่อมะเร็ง (PAHs) และโลหะหนัก เนื่องจากฝุ่นในเมืองมักแฝงมากับสารก่อมะเร็งจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การปิ้งย่าง เตาเผาขยะ โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงโลหะหนักอันตราย เช่น สารหนู แคดเมียม ปรอท และตะกั่ว

ศ.ดร.ศิวัช ยังบอกต่อว่า ทั้งนี้ผลกระทบทางสุขภาพเชิงลึกนั้น จากงานวิจัยยืนยันแล้วว่า PM 2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน โรคไต และโรคอัลไซเมอร์


ส่วนเรื่องความซับซ้อนของมลพิษในพื้นที่ กทม. นั้น ศ.ดร.ศิวัช บอกว่า เนื่องจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย และต้นตอหลักใน กทม. ยังคงเป็นยานพาหนะ แต่ก็มี “ฝุ่นทุติยภูมิ” ซึ่งก็คือฝุ่นที่ไม่ได้เกิดจากปลายท่อไอเสียโดยตรง แต่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีในอากาศ

สำหรับก๊าซตั้งต้นใน กทม. นั้น ประกอบด้วย VOCs (สารอินทรีย์ระเหยง่ายจากเขตเมือง), BVOCs (จากพืช), NOx (จากการจราจร), NH3 (แอมโมเนีย) และ SO2 (ซัลเฟอร์ไดออกไซด์)

นอกจากนี้ในเรื่องข้อจำกัดเชิงพื้นที่ ศ.ดร.ศิวัช ย้ำว่า การจัดการฝุ่นทำได้ยาก เพราะฝุ่นข้ามเขตได้ตามทิศทางลม ขอบเขตอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. จึงอาจไม่ครอบคลุมแหล่งกำเนิดทั้งหมด อีกทั้งพฤติกรรมของมลพิษยังมีการขึ้นลงตลอดเวลาคล้ายระดับน้ำ

จากการโยงมิติสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ศ.ดร.ศิวัช ชี้ว่า ฝุ่นมีสารประกอบอย่าง OC (Organic Carbon) และ EC (Elemental Carbon) ซึ่งหากคาร์บอนสูงจะส่งผลต่อภาวะโลกร้อน หากเปรียบเทียบกับตอนภูเขาไฟระเบิดที่มีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลอยไปสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้โลกเย็นลง อีกทั้งองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นยังมีผลต่อการสร้างก้อนเมฆอีกด้วย

ศ.ดร.ศิวัช ยังได้เสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกทม. ว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ทันสมัยควรเป็นกฎหมายที่อัปเดตที่สุดในโลก โดยต้องบรรจุค่ามาตรฐานสารก่อมะเร็งลงไป ประเทศที่พัฒนาแล้วจะใส่ใจเรื่องนี้ เพราะอากาศบริสุทธิ์คือสิทธิขั้นพื้นฐาน

นอกจากนี้ การปลูกต้นไม้ต้องชาญฉลาดเพื่อให้ต้นไม้ช่วยดูดซับฝุ่นได้ แต่ต้องเลือกพันธุ์ไม้ที่ไม่ปล่อยสาร BVOCs (สารอินทรีย์ระเหยง่ายจากพืช) ออกมามากเกินไป ซึ่งไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) สูง สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

รวมทั้งต้องยกระดับเทคโนโลยี (AI & Data) โดยต้องมอนิเตอร์โลหะหนักอย่างจริงจัง มีเซนเซอร์ดาวเทียม และต้องเก็บ ข้อมูลชั้นกลาง เช่น การใช้เครื่องบินบินสำรวจ เพื่อให้ได้ Data แบบ 3 มิติ

ศ.ดร.ศิวัช บอกอีกว่า ควรต้องมีมาตรการระยะสั้น-ยาว โดยขยายเครือข่ายการตรวจวัด (Monitoring Network) ให้ครอบคลุมระดับเขต, ควบคุมรถเครื่องยนต์ดีเซล, ส่งเสริมการ WFH อย่างจริงจัง และต้องมีระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System)

ด้าน ดร.บัณฑูร มีมุมมองว่า ถึงเวลาต้องชำแหละวงจรแห่งความล้มเหลว ควรทำงานแบบรายฤดูกาล แม้ฝุ่นจะเป็นวาระแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2562 แต่รัฐยังคงทำงานแบบตื่นตัวแค่ 3-4 เดือนในช่วงฤดูฝุ่น แล้วปล่อยปละละเลยในช่วงอื่น แผนงานจึงเป็นเพียงเศษกระดาษ

อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพราะงบประมาณไม่เพียงพอและมักมาเมื่อไฟดับไปแล้ว การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นเรื่องกลวงเปล่า และท้องถิ่นถูกแช่แข็ง

ดร.บัณฑูร บอกต่อว่า ความเหลื่อมล้ำคือรากเหง้า เนื่องจากปัญหาฝุ่นมาจาก "ความยากจน" และการเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม เช่น ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพมีถึง 54 ชุมชนที่อาศัยอยู่ แต่รัฐได้งบประมาณมาจัดการเพียงแค่ชุมชนเดียว

ดร.บัณฑูร กล่าวต่อว่า กฎหมายอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เพราะตลอด 7 ปีที่ผ่านมา การใช้กฎหมายแบบบังคับควบคุม (Command and Control) ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนี้ได้ ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

สำหรับสูตรการทำงาน 8-3-1 (สถาปัตยกรรมใหม่ในการจัดการฝุ่น) ดร.บัณฑูร บอกว่า 8 เดือน ทำงานต่อเนื่องเชิงรุก โดยเน้นแก้ปัญหาที่สาเหตุ สร้างกลไกเศรษฐกิจชุมชน จัดการเชื้อเพลิง และปลดล็อกข้อจำกัดทางโครงสร้าง

ตัวอย่างความสำเร็จ ที่จังหวัดลำปาง เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดเป็นมะม่วง และจังหวัดสิงห์บุรี โดยการจัดการไร่อ้อยแบบไม่เผา หากขยายผลได้ จะลดปัญหาได้ถึง 30%

ส่วน 3 เดือน คือช่วงรับมือวิกฤต เป็นช่วงที่ปัญหาฝุ่นลดลง แต่ต้องสนับสนุนหน้างาน ตัวอย่างเช่น อุทยานฯ ดอยสุเทพ ดอยปุย มีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน สวัสดิการและเครื่องมือไม่พอ จนต้องพึ่งพิงเงินบริจาคจากวัด 

อย่างไรก็ตาม สำหรับ 1 Project (การลงทุนระดับชาติ) คือการสร้าง Mega Project เพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จในตัว

ทั้งนี้ ดร.บัณฑูร ยังกล่าวถึงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเชิงบวก (Nature Positive Economy) นั้น ต้องสร้างสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับปากท้องชุมชน ด้วยการส่งเสริมการปลูกไม้ที่สร้างรายได้ เช่น ไม้ระยะสั้น (2 ปีขายได้) และไม้ระยะยาว (10 ปีทำเฟอร์นิเจอร์ได้) โมเดลนี้จะตอบโจทย์ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน ลดค่าฝุ่น และช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในเวลาเดียวกัน

ดร.บัณฑูร ยังมีข้อเสนอด้วยว่า 1 BIG PROJECT ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ อีกทั้งควรเสนอเร่งดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ

จากกรณีศึกษาเชียงใหม่ พบว่ามีการเผาในป่าอนุรักษ์สูง และมีพื้นที่การเกษตรซ้อนทับอยู่ในป่าสงวนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม 3 ขั้นตอนที่ต้องทำทันทีในพื้นที่ป่า ได้แก่ 1. ลงพื้นที่สำรวจและทำแผนที่ให้ชัดเจน 2. จัดสรรสิทธิทำกินให้ชุมชน และ 3. ปรับปรุงกฎระเบียบ โดยต้องแยกวิธีบริหารจัดการระหว่างอุทยานแห่งชาติกับป่าชุมชนให้ออกจากกัน เพราะมีบริบทที่ต่างกัน