“กรณ์” เผย ฝ่ายค้าน ยื่นร้องศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 11-12 พ.ค. ยกเหตุแย้ง ไม่จำเป็นเร่งด่วนต้องกู้ มีวิธีแก้ไขอื่น จับโป๊ะ “ภราดร” ยอมรับในสภาเอง แบ่งกู้ 2 ก้อน ปีละ 2 แสนล้าน มั่นใจเข้าข่ายขัด ม.172 ย้ำต้องรอจนจบขั้นตอนศาล 



เมื่อเวลา 09.30 น.  วันที่ 8 พ.ค. 2569  ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์เข้าชื่อสส.ร่วมกันเพื่อร้องศาลรัฐธรรมนูญขอให้ตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ ว่า เราพร้อมจะยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ในช่วงวันที่ 11-12 พ.ค. นี้ นอกจากนี้ ตนได้ประสานถึงพรรคกล้าธรรมขอให้ร่วมลงชื่อด้วย แต่ยังรอมติของพรรคกล้าธรรมก่อน เชื่อว่าเมื่อยื่นคำร้องต่อประธานสภา ท่านจะส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ซึ่งตามกรอบจะมีเวลา 2-3 วัน ก่อนส่ง ซึ่งเชื่อว่าจะทันก่อนที่สภาฯ จะพิจารณาพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านในสัปดาห์หน้าแน่นอน



นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในประเด็นของคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตนได้เห็นตัวร่างของพรรคประชาชนแล้วเห็นว่ามีประเด็นที่มีรายละเอียดและข้อกังวลต่อการยื่นกู้เงินดังกล่าว ขณะเดียวกันในเหตุผลที่รัฐบาลต้องการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะวิกฤติที่รัฐบาลอ้างถึง ทั้งวิกฤติพลังงานราคาน้ำมันแพง ก็มีวิธีการแก้ไขได้ผ่านการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน ส่วนที่รัฐบาลระบุว่า ต้องการเงินเพื่อใช้ในโครงการคนละครึ่ง หรือไทยช่วยไทย ที่จะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย. นั้น ตนมองว่ารัฐบาลยังมีวิธีการหลายอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามสิ่งที่นายกฯ เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ คือ การใช้งบประมาณวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ที่สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 มาช่วยได้  โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินนี้ หากการยื่นตีความพ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้ไม่สามารถใช้เงินในโครงการคนละครึ่งพลัสในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ได้  เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการและแก้ปัญหาเอง

...


“นอกจากนี้ ในวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อสภา เมื่อ 7 พ.ค.ว่า จะแบ่งการกู้เงินเป็น 2 ก้อน โดยกู้ปีนี้ 2 แสนล้านบาท และกู้ปี 70 อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด เน้นโซล่าเซลล์  ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง  โดยเฉพาะการใช้งบประมาณเพื่อเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด สามารถกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้   ส่วนที่ระบุว่าจะกู้ส่วนที่ 2 ในปี 2570 นั้น ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหัวใจของการออก พ.ร.ก. คือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจชาติจะมีปัญหา ดังนั้นที่บอกว่ากู้มากอง  หรือปีหน้าค่อยกู้  ทำไม่ได้ หากทำแบบนั้น แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนที่จะออก พ.ร.ก.  ผมไม่คัดค้านตัวโครงการที่รัฐบาลจะทำ แม้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่เชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การที่กำหนดใน พ.ร.ก.กู้เงิน และกำหนดจะกู้ 2 แสนล้านบาทในปีหน้า  เท่ากับชี้ให้เห็นว่า มันยังไม่มีความจำเป็นจริง ตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด และการกู้เงินที่เกินความจำเป็น ผมกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และกระทบต่อระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ” นายกรณ์ กล่าว  



เมื่อถามว่า หากมีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลต้องรอคำวินิจฉัยก่อนให้สภาฯพิจารณาหรือไม่  นายกรณ์ กล่าวว่า  ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนการพิจารณาในรัฐสภา  รัฐบาลต้องรอให้กระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อน ซึ่งไม่เกิน 60 วัน   แต่หากรัฐบาลมั่นใจว่า สิ่งที่ทำนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้มีการตรวจสอบ และไม่ให้มีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ    เมื่อถามอีกว่า พรรค ปชป. มั่นใจหรือไม่ว่า คำร้องนี้จะเข้าเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา   นายกรณ์ กล่าวว่า มีความชัดเจนตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญกรณีที่รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมได้ ต้องเป็นปัญหาวิกฤติที่มีผลต่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจประเทศ


เมื่อถามว่า  หากศาลรัฐธรรมนูญ ตีตก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ อย่างไร   นายกรณ์ กล่าวว่า ต้องถามรัฐบาล เพราะไม่ได้มีบทลงโทษ แต่คงเป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองที่ต้องคิดหนักว่า จะรับผิดชอบอย่างไร


ย้ำ “ปกรณ์” ต้นเรื่องขอกู้ “ปลัดคลัง” ไม่รู้เรื่อง ถ้าถูกตีตกรัฐบาลต้องรับผิดชอบ


เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ตนยังไม่อยากพูดไปถึงจุดนั้น เพียงแค่ต้องการป้องกันไม่ให้รัฐบาลข้ามเส้นวินัยการเงินการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจชาติและส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต  ทั้งนี้ตนห่วงถึงที่มาของ พ.ร.ก. ทราบว่าพ.ร.ก.นี้ ครั้งแรกมาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯที่รับผิดชอบทางด้านกฎหมาย แต่ในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่า ไม่รับรู้เรื่องดังกล่าว  และยังระบุเองว่า วันนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก. กู้เงิน และเพิ่งผ่านมาเพียง 3 สัปดาห์ ดังนั้นต้องถามว่า วันนั้นกับวันนี้ มีอะไรเปลี่ยนแปลงจนทำให้รัฐบาลนี้ต้องเร่งรีบในการออก พ.ร.ก.กู้เงินในตอนนี้ โดยที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ทุกรัฐบาลจะมีปัญหาว่า เงินในมือไม่เพียงพอในการที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ  ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องมีกฎหมายในการกำกับว่า ในแต่ละรัฐบาลนั้นสามารถใช้เงินได้เท่าไหร่ ขาดทุนได้เท่าไหร่  ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้อจำกัดการใช้งบประมาณ เพราะถ้ารัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ สถานะการคลังของประเทศ วันนี้ก็ไม่เป็นแบบนี้ อนาคตก็มีโอกาสที่จะล่มสลายได้จริง