“วิพุธ ศรีวะอุไร” สรุปผลงานตลอด 4 ปี เป็น สก.เขตบางรัก ชูแผน 4 ปีข้างหน้า “บางรัก…พัฒนาต่อ” ผลักดันสิ่งที่มีศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ทำเพิ่ม แต่ทำให้ทุกระบบเชื่อมกัน และทำงานได้จริง
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายวิพุธ ศรีวะอุไร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางรัก และประธานสภากรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการทำหน้าที่เป็น สก.เขตบางรัก ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ว่า ไม่ได้ทำงานเฉพาะในพื้นที่บางรักเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสทำหน้าที่ในระดับระบบเมือง ผ่านสภากรุงเทพมหานคร ในช่วงวาระที่ผ่านมา สภากรุงเทพมหานครได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครรวม 37 ฉบับ ผลักดันญัตติ 173 ญัตติ และตั้งกระทู้ถามฝ่ายบริหาร 138 กระทู้ เพื่อกำกับติดตาม และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของกรุงเทพมหานครในหลายมิติ
สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งกฎหมาย กลไกตรวจสอบ ระบบงบประมาณ และความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพราะฉะนั้นแนวทาง “บางรัก…พัฒนาต่อ” จึงไม่ได้เริ่มจากความคิดลอยๆ แต่ต่อยอดจากประสบการณ์จริง ทั้งการทำงานในพื้นที่ และการทำงานระดับนโยบายของกรุงเทพมหานคร
นายวิพุธ ระบุต่อไปว่า “บางรัก” เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความพร้อมสูงที่สุดของกรุงเทพมหานคร มีทั้งระบบขนส่งมวลชน โครงสร้างพื้นฐานหลัก และย่านเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอย่าง สีลม สาทร สุรวงศ์ พระราม 4 และเจริญกรุง ถ้ามองจากภาพรวมบางรักอาจดูเหมือนพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังเป็นโจทย์สำคัญจริงๆ คือ เราต้องทำให้สิ่งที่มีอยู่เชื่อมโยงกัน และทำงานร่วมกันได้เต็มศักยภาพมากขึ้น
“เพราะฉะนั้น 4 ปีข้างหน้า สิ่งที่ผมต้องการผลักดันจึงไม่ใช่แค่สร้างใหม่ให้มากขึ้น แต่คือการทำให้ระบบเดิมทำงานได้ดีขึ้น เชื่อมกันมากขึ้น และตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชนมากขึ้น การพัฒนาเมืองในระยะต่อไปจึงต้องไม่ใช่แค่การทำโครงการแยกส่วน แต่ต้องเป็นการเชื่อมทุกระบบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ทางเท้า ขนส่ง จราจร น้ำท่วม ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา เศรษฐกิจ ชุมชน ผังเมือง และข้อมูล เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่แค่มีโครงการ แต่ประชาชนรู้สึกได้จริงว่าเมืองดีขึ้นในชีวิตประจำวัน”
...
1. ระบบทางเท้าและการเดิน แนวทางในระยะต่อไปจึงไม่ใช่แค่การซ่อมเป็นจุดๆ แต่ต้องทำให้เกิดโครงข่ายการเดินที่ต่อเนื่องจริง โดยเฉพาะแนวที่มีการใช้งานหนาแน่น เช่น สุรวงศ์-สาทร-สีลม รวมถึงแนวเชื่อมจากชุมชนไปยังสถานี และจากสถานีไปยังอาคารสำคัญ การปรับปรุงทางเท้าต้องทำให้ครบทั้งโครงสร้างพื้นผิว ความแข็งแรง ความเรียบ ความปลอดภัย ทางลาด ฝาบ่อ คอกต้นไม้ แสงสว่าง ป้ายทางข้าม และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ ในบางจุดที่มีคนใช้หนาแน่น เช่น แนวสถานีรถไฟฟ้า ย่านโรงเรียน โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน และย่านเศรษฐกิจ ควรพิจารณา Skywalk หรือ Covered Walkway เพื่อให้การเดินไม่ถูกจำกัดด้วยฝน แดด หรือข้อจำกัดของทางเท้าเดิม
โดยเฉพาะพื้นที่อย่างบางรัก การเดินไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสัญจร แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจด้วย เพราะคนที่เดินได้สะดวก ย่อมมีโอกาสแวะร้านค้า ใช้บริการ เดินต่อไปยังย่านอื่น และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น การปรับปรุงทางเท้าในมุมมองของตน จึงไม่ใช่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความเท่าเทียมในการเข้าถึงเมืองเพราะถ้าทางเท้าดี ผู้สูงอายุก็เดินได้ เด็กก็เดินปลอดภัย คนทำงานก็ประหยัดเวลา ผู้พิการก็เข้าถึงพื้นที่เมืองได้จริง และระบบขนส่งสาธารณะที่เราลงทุนไปแล้วก็จะถูกใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
2. การเชื่อมต่อระบบขนส่ง ต้องทำให้การเดินทางต่อเนื่องมากขึ้น เช่น รถ Feeder ในจุดที่เหมาะสม การจัดระเบียบจุดรับ-ส่ง การสนับสนุน Bike Sharing ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และการพัฒนาป้ายรถเมล์ให้เป็นจุดบริการจริง ไม่ใช่แค่เสาและป้าย, ป้ายรถเมล์ในอนาคตควรเป็นมากกว่าที่รอรถ แต่ควรเป็นจุดเชื่อมระบบเดินทางที่มีข้อมูลเส้นทาง เวลาเดินทาง การเชื่อมต่อรถไฟฟ้า จุดขึ้นลงที่ปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่ประชาชนใช้งานได้จริง, การพัฒนา Bike Sharing และเส้นทางจักรยานก็ต้องไม่ใช่การทำเส้นบนพื้นอย่างเดียว แต่ต้องคิดทั้งจุดจอด ความปลอดภัย การเชื่อมต่อสถานี และพฤติกรรมการเดินทางจริงของคนในพื้นที่
ที่สำคัญ ต้องเชื่อมการเดินทางระหว่างย่าน ไม่ใช่คิดแต่เรื่องการเดินทางแบบต้นทาง-ปลายทางแยกกัน ตัวอย่างที่มองเห็นชัดคือการเชื่อม สีลม-บรรทัดทอง-พระราม 4 หรือการเชื่อม เจริญกรุง–สุรวงศ์-สีลม-สาทร เพราะเมื่อการเดินทางเชื่อมกันดี เศรษฐกิจก็จะเชื่อมกันด้วย เมื่อการเดินทางเชื่อมกันดีขึ้น คนจะใช้รถส่วนตัวน้อยลง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางลดลง การเข้าถึงงาน การศึกษา การรักษาพยาบาล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นตามไปด้วย
3. การจัดการจราจรด้วยข้อมูล การสร้างถนนเพิ่มไม่ใช่คำตอบหลักอีกต่อไป สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้ถนนเดิมใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ กรุงเทพมหานครเริ่มนำระบบ Adaptive Traffic Control มาใช้แล้วในหลายจุด แนวคิดสำคัญคือให้สัญญาณไฟปรับตามสภาพการจราจรจริง ไม่ใช่ใช้เวลาตายตัวแบบเดิม สิ่งที่ต้องต่อยอดคือการใช้ AI และข้อมูลแบบ real-time วิเคราะห์ทั้งแยก จุดกลับรถ จุดรับ-ส่ง ทางข้าม และพฤติกรรมการใช้ถนนในแต่ละช่วงเวลา การจราจรในระยะต่อไปจึงต้องพัฒนาไปสู่การบริหารแบบเจาะจงพื้นที่ ใช้ข้อมูลจริง ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวทั้งเมือง
นอกจากนี้ การแก้ปัญหาจราจรต้องคิดร่วมกับทางเท้า จุดจอด จุดรับ-ส่ง และระบบขนส่งสาธารณะ เพราะรถติดไม่ได้เกิดจากรถมากเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการจัดการพื้นที่ริมถนน จุดจอดซ้อนคัน จุดกลับรถ จุดข้ามถนน และจุดขึ้นลงผู้โดยสารที่ยังไม่เป็นระบบ ถ้าใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง เราจะรู้ได้ว่าจุดไหนควรปรับสัญญาณไฟ จุดไหนควรจัดระเบียบจอดรถ จุดไหนควรแก้ทางข้าม จุดไหนควรเพิ่มจุดรับ-ส่ง และจุดไหนควรปรับรูปแบบการเดินรถ นี่คือการแก้รถติดแบบคนเข้าใจเมือง ไม่ใช่การแก้ด้วยความรู้สึก
ดังนั้น การบริหารจราจรด้วยข้อมูลจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการคืนเวลาให้ประชาชน ส่วนในระยะยาว การจราจรต้องเชื่อมกับการวางผังเมืองและการกระจายความเจริญด้วย เพราะหากงาน โรงเรียน โรงพยาบาล และศูนย์เศรษฐกิจยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดิมทั้งหมด ต่อให้บริหารสัญญาณไฟดีขึ้นเพียงใด เมืองก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการเดินทางเข้าสู่เมืองชั้นในอยู่ดี เพราะฉะนั้น การแก้รถติดที่แท้จริง ต้องมีทั้งการบริหารจราจรระยะสั้น และการจัดโครงสร้างเมืองระยะยาวควบคู่กัน
4. การแก้ปัญหาน้ำท่วม สิ่งที่ไม่ควรเกิดซ้ำคือการท่วมในจุดเดิม ต้องขยับจากการแก้หลังเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารจัดการล่วงหน้า เชื่อมข้อมูลฝน ปริมาณน้ำ ระบบระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และประตูน้ำ ให้เห็นภาพรวมพร้อมกัน เพื่อให้เมืองตอบสนองได้เร็วขึ้น กรุงเทพมหานครมีแนวป้องกันน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 88 กิโลเมตร และยังมีเรื่องจุดฟันหลอริมแม่น้ำซึ่งต้องเฝ้าระวังและแก้ไขต่อเนื่อง ดังนั้น การป้องกันน้ำท่วมต้องไม่จบแค่ในท่อ แต่ต้องรวมถึงแนวริมแม่น้ำ คลอง และพื้นที่รับน้ำทั้งระบบด้วย
ในระยะยาว แนวป้องกันน้ำ ริมคลอง และริมแม่น้ำ ไม่ควรเป็นเพียงโครงสร้างป้องกันภัย แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็นทางเดิน พื้นที่สาธารณะ เส้นทางท่องเที่ยว และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของเมืองไปพร้อมกัน ริมคลองและริมแม่น้ำจึงไม่ควรถูกมองเป็นหลังบ้านของเมือง แต่ควรถูกยกระดับเป็นหน้าบ้านของเมือง ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานได้ และสร้างมูลค่าได้ ขณะที่การขุดลอกคลอง การทำความสะอาดท่อ การบำรุงรักษาบ่อสูบ และการบริหารประตูน้ำ ต้องถูกเชื่อมด้วยข้อมูลเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ การแก้น้ำท่วมยังต้องเชื่อมกับผังเมืองด้วย และการพัฒนาเมืองในอนาคตต้องคำนึงถึงพื้นที่รับน้ำ พื้นที่สีเขียว ทางระบายน้ำ และการใช้ที่ดินไปพร้อมกัน
5. ความปลอดภัยในเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องอาชญากรรม แต่รวมถึงทางเดินที่มืด ป้ายรถเมล์ที่เปลี่ยว จุดอับสายตา ทางข้ามที่ไม่น่าไว้วางใจ และพื้นที่สาธารณะที่ทำให้คนรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ตรงนั้นนาน ตนมองว่าความปลอดภัยมี 2 ชั้นเสมอ ชั้นแรก คือความปลอดภัยที่วัดได้ เช่น กล้อง CCTV แสงสว่าง หรือการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ ชั้นที่สอง คือความปลอดภัยที่ประชาชนรู้สึกได้ เช่น ผู้หญิงที่เดินกลับบ้านตอนค่ำ นักเรียนที่ข้ามถนนหน้าโรงเรียน ผู้สูงอายุที่ไปตลาดตอนเช้า
ใน 4 ปีข้างหน้า การยกระดับความปลอดภัยของบางรัก ต้องทำให้พื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะรอบโรงเรียน ชุมชน ป้ายรถเมล์ และแนวคนเดินหลัก รู้สึกปลอดภัยขึ้นจริง ระบบ CCTV ในอนาคตควรถูกเชื่อมกับการจัดการเมือง ไม่ใช่เป็นเพียงภาพย้อนหลังเมื่อเกิดเหตุแล้ว แต่ต้องช่วยในการเฝ้าระวัง วิเคราะห์จุดเสี่ยง ตรวจจับความผิดปกติ และสนับสนุนการจัดการจราจรได้ด้วย รวมไปถึงการออกแบบพื้นที่ด้วยเมืองที่มีไฟสว่าง มีคนเดิน มีร้านค้า มีทางเท้าที่ดี และมีพื้นที่สาธารณะที่ใช้งานจริง อีกทั้งความปลอดภัยของเมืองยังสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโดยตรง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการพัฒนา Night Economy และ Pride Economy เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลางคืนจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนรู้สึกปลอดภัยไปพร้อมกัน
6. สิ่งแวดล้อม PM2.5 ขยะ และพลังงานสะอาด สำหรับปัญหา PM2.5 กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมือง การเพิ่มจุดวัดอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้การแจ้งเตือนเข้าใจง่าย เชื่อมกับโรงเรียน ศูนย์สาธารณสุข พื้นที่สาธารณะ และชีวิตประจำวันของประชาชน บางรักอาจไม่มีพื้นที่สำหรับสวนใหญ่ทุกจุด แต่เราสามารถเพิ่มพื้นที่หายใจ ให้เมืองได้ ผ่าน Pocket Park พื้นที่ว่าง พื้นที่รกร้าง หรือพื้นที่คั่นกลางที่ถูกออกแบบใหม่ให้ประชาชนใช้ได้จริง
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือขยะ กรุงเทพมหานครมีขยะประมาณ 8,000-10,000 ตันต่อวัน และเศษอาหารเป็นสัดส่วนสำคัญของขยะเมือง โครงการไม่เทรวม จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดขยะฝังกลบและเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ระบบขยะต้องออกแบบรอบจัดเก็บให้สอดคล้องกับพฤติกรรมพื้นที่ ในระยะยาว กรุงเทพฯ ต้องลดการฝังกลบ และเดินหน้าเทคโนโลยี Waste-to-Energy เพื่อเปลี่ยนขยะที่จัดการได้ให้กลับมาเป็นพลังงาน ลดภาระสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุนระยะยาวของเมือง แต่ต้องจัดการให้ถูกประเภท ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ขยะรีไซเคิลควรกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ, ขยะอินทรีย์ควรนำไปผลิตปุ๋ยหรือพลังงานชีวภาพ, ขยะที่เหลือควรเข้าสู่ระบบกำจัดที่มีมาตรฐาน และสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือการฝังกลบแบบไม่มีปลายทาง
ด้านพลังงานสะอาด กรุงเทพมหานครควรจัดทำบัญชียานพาหนะราชการทุกประเภทอย่างเป็นระบบ และทยอยเปลี่ยนยานพาหนะที่เหมาะสมไปสู่รถพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานสะอาด เพื่อลดมลพิษจากต้นทาง ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และเป็นตัวอย่างให้ภาคเอกชนและประชาชนเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดต้องเริ่มจากรัฐก่อน ทั้งหมดนี้จะทำให้สิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องรณรงค์ แต่เป็นระบบบริหารทรัพยากรของเมือง ตั้งแต่ขยะ พลังงาน อากาศ ไปจนถึงพื้นที่สีเขียว เพราะเมืองที่ดีไม่ใช่แค่เมืองที่มีตึกสูง แต่ต้องเป็นเมืองที่คนหายใจได้ ใช้ชีวิตได้ และส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้คนรุ่นต่อไปได้
7. ผู้สูงอายุ สุขภาพชุมชน และระบบดูแลใกล้บ้าน บางรักกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ ทั้งเมือง เพราะฉะนั้นการพัฒนาเมืองต่อจากนี้ ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเพียงสวัสดิการ แต่ต้องการเมืองที่ใช้ชีวิตได้จริง แปลว่า ทางเท้าต้องปลอดภัย สถานที่ราชการต้องเข้าถึงง่าย บริการสาธารณสุขต้องอยู่ใกล้ และกิจกรรมในชุมชนต้องทำให้ผู้สูงอายุยังมีชีวิตทางสังคม แนวทางที่ควรผลักดันต่อคือ ต้องยกระดับคุณภาพของศูนย์บริการสาธารณสุข ควบคู่กับ Telemedicine และระบบส่งยาถึงบ้าน เพื่อลดความแออัด ลดเวลารอคิว ลดการเดินทาง และทำให้การดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มที่โรงพยาบาลเสมอไป เมืองที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่เมืองที่มีบริการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้ผู้สูงอายุยังมีบทบาท มีพื้นที่พบปะ มีสุขภาพที่ดี และยังรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
8. ศูนย์เด็กเล็ก การศึกษา อาชีพ และกีฬา การยกระดับศูนย์เด็กเล็กให้รองรับเด็กตั้งแต่อายุประมาณ 6 เดือน คือการลดภาระครอบครัว เพิ่มโอกาสให้พ่อแม่ทำงาน และช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาตั้งแต่ต้น ในระบบการศึกษา กรุงเทพมหานครมีโรงเรียนในสังกัด 437 โรงเรียน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในเมือง การยกระดับโรงเรียน กทม. จึงต้องทำทั้งระบบ การใช้ AI และเทคโนโลยีในโรงเรียนไม่ควรเป็นภาระใหม่ของครู แต่ควรเป็นเครื่องมือคืนเวลาให้ครู เช่น ลดงานธุรการ ช่วยจัดตารางเรียน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลนักเรียน และทำให้ครูกลับไปมีเวลาอยู่กับเด็กมากขึ้น นอกจากนี้ ควรผลักดันต้นแบบโรงเรียนนานาชาติของกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครอง และทำให้เด็กในเมืองมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเล่าเรียนสูงแบบโรงเรียนเอกชน
ด้านอาชีพ กรุงเทพมหานครมีโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง และมีหลักสูตรหลากหลายมากกว่า 200 หลักสูตร ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการสร้างอาชีพและเพิ่มทักษะให้ประชาชน สิ่งที่ต้องทำต่อคือยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ทั้ง AI, Digital Skill, งานบริการคุณภาพสูง, อาหาร, สุขภาพ, ผู้สูงอายุ, งานสร้างสรรค์ และทักษะที่เชื่อมกับตลาดแรงงานจริง โรงเรียนฝึกอาชีพควรเป็นระบบผลิตโอกาสให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนทักษะเป็นรายได้ และเชื่อมต่อกับงานจริงในเมืองได้ ด้านกีฬา ต้องต่อยอดจากสโมสรกีฬาเขต ให้เป็นระบบพัฒนาเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ระดับชุมชน โรงเรียน ศูนย์กีฬา ไปจนถึงโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร กีฬาไม่ควรจบที่การแข่งขัน แต่มันเชื่อมถึงวินัย สุขภาพ โอกาส และอาชีพในอนาคต การศึกษา อาชีพ และกีฬา จึงไม่ใช่นโยบายแยกกัน แต่คือระบบเดียวกันในการสร้างคน สร้างทักษะ สร้างโอกาส และสร้างอนาคตให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนในเมือง
9. เศรษฐกิจเมือง การเชื่อมย่าน และพื้นที่ค้าขาย บางรักมีข้อได้เปรียบพิเศษ เพราะมีทั้งย่านธุรกิจระดับประเทศ ย่านสร้างสรรค์ และย่านกิจกรรมกลางคืนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สีลม สาทร เจริญกรุง สุรวงศ์ และพระราม 4 ควรทำงานเป็นเครือข่ายเดียวกัน จะทำอย่างไรให้คนที่มาแค่จุดหนึ่ง ขยับไปใช้เวลา ใช้บริการ และใช้เงินในอีกจุดหนึ่งต่อได้ สำหรับ Night Economy ไม่ใช่การพูดถึงแค่กิจกรรมกลางคืน แต่คือการออกแบบเมืองให้รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัย มีระเบียบ และมีเสน่ห์ รวมถึง Pride Economy และเศรษฐกิจความหลากหลาย ซึ่งไม่ควรถูกมองเป็นเพียงอีเวนต์ แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเมืองที่เปิดกว้าง สร้างรายได้ และทำให้บางรักเป็นพื้นที่สากลมากขึ้น
อีกเรื่องสำคัญคือพ่อค้าแม่ค้าและผู้ค้ารายย่อย ต้องจัดระบบให้คนตัวเล็กอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ผลักดัน Hawker Center และพื้นที่ค้าขายที่เป็นระเบียบ โดยใช้พื้นที่ของ กทม. พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่หน่วยงานรัฐ หรือพื้นที่เอกชนที่สามารถเจรจาได้ เป็นการออกแบบเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นระบบ ถ้าทำได้ดี เมืองจะเป็นระเบียบ ทางเท้าจะเดินได้ ผู้ค้ารายย่อยจะมีพื้นที่ทำมาหากิน และประชาชนจะได้เข้าถึงอาหารและบริการในราคาที่เหมาะสม เป้าหมายคือ ทำให้พื้นที่ค้าขายสะอาด ปลอดภัย ไม่กีดขวางทางเท้า และยังสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ได้จริง เมื่อเศรษฐกิจของเมืองเชื่อมกันดีขึ้น รายได้จะไม่กระจุกอยู่เฉพาะในอาคารหรือธุรกิจขนาดใหญ่ แต่จะไหลลงมาถึงร้านค้า ผู้ค้ารายย่อย ชุมชน และคนทำงานในพื้นที่ นี่คือเศรษฐกิจเมืองที่มีชีวิตจริง
10. การบริหารจัดการผังเมืองและการกระจายความเจริญ การปรับผังเมืองในอนาคตจึงต้องมองมากกว่าการเปลี่ยนสีพื้นที่ แต่ต้องตอบคำถามว่าพื้นที่ไหนควรเป็นศูนย์เศรษฐกิจใหม่ พื้นที่ไหนควรรองรับที่อยู่อาศัยหนาแน่น พื้นที่ไหนควรเป็นแหล่งงาน พื้นที่ไหนควรสงวนเป็นพื้นที่สีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานต้องตามไปอย่างไร การกระจายความเจริญออกไปสู่เขตชานเมืองและพื้นที่รอบกรุงเทพฯ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเอกชนมั่นใจว่า หากเขาลงทุนในพื้นที่ใหม่ โครงสร้างพื้นฐานจะตามไปจริง ทั้งถนน ระบบราง ระบบระบายน้ำ สาธารณูปโภค พื้นที่สาธารณะ และระบบบริการเมือง ดังนั้น ผังเมืองต้องเดินคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้เมืองโตไปก่อนแล้วค่อยตามแก้ทีหลัง
สำหรับบางรัก การกระจายความเจริญไม่ได้แปลว่าบางรักจะลดความสำคัญลง ตรงกันข้าม บางรักจะพัฒนาได้มีคุณภาพมากขึ้น เพราะไม่ต้องแบกรับภาระของเมืองทั้งหมดเพียงลำพัง เมื่อกรุงเทพฯ มีศูนย์เศรษฐกิจหลายจุด การเดินทางจะกระจายมากขึ้น ความแออัดในเมืองชั้นในจะลดลง และบางรักจะสามารถยกระดับจากศูนย์กลางที่หนาแน่น ไปสู่ศูนย์กลางที่มีคุณภาพได้ นี่คือการแก้ปัญหาจราจร ความแออัด และคุณภาพชีวิตจากต้นทาง ไม่ใช่แก้ปลายเหตุ
11. กองทุนชุมชน 200,000 บาท และการปลดล็อกพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน กรุงเทพมหานครมีโครงการกองทุนชุมชนเข้มแข็งพัฒนาตนเองฯ ซึ่งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยให้ชุมชนคิดและดำเนินโครงการแก้ปัญหาของตนเอง รัฐสนับสนุนงบประมาณ และภาคส่วนอื่นช่วยเสริมการดำเนินงาน ในเชิงปฏิบัติ กองทุนชุมชน 200,000 บาทต่อชุมชนต่อปี เป็นเครื่องมือสำคัญมาก หากทำให้เครื่องมือนี้ใช้ได้จริงจะทำให้การแก้ปัญหาเกิดเร็วขึ้นระดับซอย แต่หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรับหลักเกณฑ์ให้ชุมชนเข้าถึงและใช้งานได้ง่ายขึ้นจริง โดยเฉพาะการผลักดันให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปอยู่ในมือชุมชนมากขึ้น ภายใต้ระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เรื่องนี้ต้องเชื่อมกับข้อบัญญัติท้องถิ่นอีก 2 เรื่องสำคัญ
เรื่องแรก คือข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยปลดล็อกปัญหาที่มีมายาวนาน เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ ไฟส่องสว่าง หรือพื้นที่ส่วนกลางที่ประชาชนใช้ร่วมกัน แต่ติดเงื่อนไขว่าไม่ใช่ที่สาธารณะของ กทม. หากปลดล็อกได้ถูกต้อง กทม. จะสามารถใช้งบประมาณเข้าไปพัฒนา แก้ไข และปรับปรุงพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
เรื่องที่สอง คือข้อบัญญัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนเป็นชุมชนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งควรเปิดโอกาสให้หมู่บ้านจัดสรร นิติบุคคล และพื้นที่อยู่อาศัยที่มีลักษณะเป็นชุมชนจริง สามารถเข้าสู่ระบบชุมชนของ กทม. ได้มากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนจากประชาชนรอรัฐ ไปสู่ประชาชนร่วมจัดการเมือง ถ้าทำได้ เราจะไม่ได้แค่โครงการที่เร็วขึ้น แต่จะได้ประชาชนที่เป็นเจ้าของการพัฒนาเมืองมากขึ้นด้วย และในระยะยาว เมืองที่ดีไม่ควรเป็นเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมเฉพาะตอนแจ้งปัญหา แต่ต้องเป็นเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การคิด การตัดสินใจ การใช้งบ และการติดตามผล
12. การแก้ปัญหาคนไร้บ้าน สิ่งที่ต้องทำคือสร้างวงจรของการกลับคืนสู่สังคม การทำงานร่วมกับบ้านอิ่มใจของกรุงเทพมหานครจึงมีความสำคัญมาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่ที่พักชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสุขภาพ การฟื้นฟู การฝึกอาชีพ และการเชื่อมกลับเข้าสู่การทำงาน อีกเรื่องสำคัญคือข้อมูล เราต้องรู้ว่าใครอยู่ตรงไหน มีความต้องการแบบไหน และใครพร้อมเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือในรูปแบบใด เพราะการแก้ปัญหาคนไร้บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเชิงสังคม และความแม่นยำเชิงข้อมูลไปพร้อมกัน การแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่การจัดการคน แต่คือการสร้างระบบรองรับชีวิตให้คนกลับมายืนได้อีกครั้ง
13. การบริหารเมืองด้วยข้อมูล AI และความโปร่งใส โจทย์ไม่ใช่แค่มีข้อมูลไหม แต่คือข้อมูลจากแต่ละหน่วยงานเชื่อมกันหรือยัง และข้อมูลนั้นถูกนำไปใช้ตัดสินใจจริงหรือไม่ หากสามารถเชื่อมข้อมูลด้านจราจร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ น้ำท่วม การศึกษา งบประมาณ และการร้องเรียนของประชาชนเข้าด้วยกันได้ การทำงานของเมืองจะก้าวจากการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน ไปสู่การบริหารแบบเห็นทั้งระบบ Traffy Fondue เป็นตัวอย่างของระบบที่ทำให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองได้ง่ายขึ้น และเปลี่ยนเสียงร้องเรียนให้เป็นข้อมูลเมืองที่นำไปใช้บริหารได้จริง แต่ขั้นต่อไปต้องไม่ใช่แค่รับแจ้งแล้วแก้ ต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการจัดงบประมาณ วางแผน และประเมินผลการทำงานของหน่วยงาน
อีกมิติหนึ่งคือการป้องกันคอร์รัปชัน AI สามารถช่วยตรวจสอบความผิดปกติของ TOR สัญญา เงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง และราคาที่สูงผิดปกติ โดยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลมาตรฐานหรือโครงการลักษณะเดียวกัน เมื่อผสานกับ Open Data และ Dashboard ประชาชนจะสามารถติดตามได้ว่า งบประมาณใช้ไปกับอะไร อยู่ขั้นตอนไหน และคุ้มค่าหรือไม่ ความโปร่งใสจึงไม่ใช่แค่การเปิดเอกสาร แต่คือการทำให้ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบได้จริง เมืองที่เปิดข้อมูลได้ดี จะทำให้ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับบริการ แต่เป็นผู้ร่วมตรวจสอบและร่วมพัฒนาเมือง
14. ระบบแจ้งเตือนภัยและเมืองที่พร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยแบบเจาะจงพื้นที่ เช่น Cell Broadcast และ Emergency Alert จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่คือเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชนว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้น เมืองจะสื่อสารได้เร็วและชัดพอให้เขาตัดสินใจได้ทัน บางรักเป็นพื้นที่ที่มีทั้งประชาชนในชุมชน คนทำงาน นักท่องเที่ยว อาคารสูง โรงแรม โรงเรียน และย่านเศรษฐกิจ ระบบแจ้งเตือนภัยที่แม่นยำยิ่งสำคัญมาก ระบบนี้ต้องเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ฝน น้ำท่วม จราจร ความปลอดภัย เหตุเพลิงไหม้ และสาธารณสุข เพื่อให้การแจ้งเตือนเป็นการสื่อสารที่ช่วยให้ประชาชนรู้ว่าต้องทำอะไร ไปทางไหน และควรระวังอะไร การแจ้งเตือนที่ดีต้องไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่ต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจน ทันเวลา และนำไปใช้ตัดสินใจได้จริง
15. เมืองที่อยู่ร่วมกับสัตว์อย่างรับผิดชอบ ปัญหาสุนัขและแมวจรไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องทั้งความปลอดภัย สาธารณสุข ความสะอาด และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน แนวทางสำคัญคือการทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ ต้องต่อยอดโครงการฝังไมโครชิปและทำหมันสุนัขแมวให้มีความถี่มากขึ้น มีหน่วยบริการเชิงรุกในพื้นที่มากขึ้น และเชื่อมข้อมูลสัตว์เลี้ยงกับเจ้าของให้เป็นระบบ การฝังชิปช่วยระบุตัวตนและลดการทอดทิ้งสัตว์ การทำหมันช่วยควบคุมประชากรสัตว์จรในระยะยาว และฐานข้อมูลช่วยให้เมืองรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ต้องใช้ทรัพยากรเท่าไร และควรจัดบริการอย่างไร เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่ผลักสัตว์ออกไป แต่เป็นเมืองที่จัดระบบให้คนและสัตว์อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ
นายวิพุธ สรุปในช่วงท้ายว่า “บางรักไม่ต้องเริ่มใหม่ แต่ต้องทำให้ทุกระบบทำงานร่วมกัน ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า บางรักไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ เพราะเรามีศักยภาพอยู่แล้วมากมาย สิ่งที่ต้องทำ คือทำให้ระบบเดิมทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของการพัฒนาเมืองจะไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการ หรือจำนวนเอกสารที่เขียนขึ้น แต่วัดจากเรื่องง่ายๆ ว่าประชาชนเดินสะดวกขึ้นหรือไม่ เดินทางเร็วขึ้นหรือไม่ รู้สึกปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ไม่ต้องลุยน้ำในจุดเดิมหรือไม่ เข้าถึงบริการรัฐง่ายขึ้นหรือไม่ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ และมีโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นหรือไม่ เมืองที่ดีจึงไม่ใช่เมืองที่ดูดีเฉพาะในแผนงาน แต่คือเมืองที่ประชาชนรู้สึกได้จริงในชีวิตประจำวัน บางรัก…พัฒนาต่อ ไม่ใช่แค่ทำเพิ่ม แต่ทำให้ทุกระบบเชื่อมกัน และทำงานได้จริงครับ”