กระทรวงพาณิชย์ ร่อนจดหมายเปิดผนึกชี้แจงดราม่าในโซเชียล ยืนยันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตามนโยบาย “ศุภจี” มั่นใจสร้างความสมดุลและเป็นธรรม
วันที่ 7 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมแอดมินเพจ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก Suphajee Suthumpun ส่งจดหมายเปิดผนึกของกระทรวงพาณิชย์ เพื่ออธิบายข้อเท็จจริง จากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งปรากฏในสื่อและโซเชียลต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมาใน 6 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
1. ประเด็น “มองปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าระยะยาว” กระทรวงพาณิชย์ขอเรียนว่า ปัญหาด้านสินค้าเกษตรเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่พึ่งพาการขายผลสดเป็นหลัก จึงมีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษาสั้น ราคาขึ้นอยู่กับตลาดปลายทาง ไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้ ประกอบกับความท้าทายจากประเทศคู่แข่งที่เข้ามาช่วงชิงสัดส่วนตลาดมากขึ้น เช่น ทุเรียน จากเวียดนาม และมาเลเซีย รวมไปถึงปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น น้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขให้เห็นผลได้ในทันที
ยันแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ
กระทรวงพาณิชย์ มีการแก้ปัญหาควบคู่กัน ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องทำทันทีเพื่อรักษาสมดุลราคา และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยแบ่งการจัดการเป็น 3 ส่วน:
• ต้นน้ำ (การผลิต): จัดทำปฏิทินเพาะปลูกล่วงหน้า จัดโซนนิ่งพื้นที่ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
• กลางน้ำ (แปรรูป/ขนส่ง): สนับสนุนการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ตั้งล้งชุมชนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง สกัดกั้นการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน
...
• ปลายน้ำ (การตลาด): ขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ ใช้การขายล่วงหน้า (Contract Farming) และเพิ่มช่องทางขายผ่านออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์
สร้างอุปสงค์ทุเรียนล่วงหน้า
2. ประเด็นการจัดการทุเรียน กระทรวงพาณชิย์ต้องการ กระตุ้นความต้องการ สร้างอุปสงค์ล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด และขยายสู่ตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลางและยุโรป พร้อม ปราบปรามการเอาเปรียบ คุมเข้มล้งผิดกฎหมายหรือนอมินี ตรวจสอบเครื่องชั่งและการกดราคา จัดการทุเรียนอ่อน และ ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ จับกุมและพักใบอนุญาตล้งที่ฝ่าฝืนขายทุเรียนอ่อนอย่างเด็ดขาด
รักษาสมดุลราคาปาล์ม
3. ประเด็นราคาปาล์มตกต่ำและการคุมส่งออก ได้จัดการน้ำมันปาล์ม ด้วยการ รักษาสมดุล 3 ส่วน คือ การบริโภค พลังงาน (ผสมน้ำมันดีเซล B20 เพื่อลดต้นทุนขนส่ง) และการส่งออก โดยการ การส่งออก จะมาตรการขออนุญาตส่งออกมีไว้เพื่อเช็กสต็อก ไม่ได้เป็นการห้าม ปัจจุบันอนุมัติทุกคำขอ และราคารับซื้อในประเทศเริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลกแล้ว
แจงมาตรการรับมือล้งนอมินี
4. ประเด็นมะพร้าวน้ำหอมและปัญหาล้งนอมินี ปัญหาราคาตกต่ำเกิดจากภัยแล้ง (ผลเล็กลง) และเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทางกระทรวงฯ ได้ออกมาตรการรับมือดังนี้
• ดึงราคาขึ้น: เร่งเปิดจุดรับซื้อเพื่อดูดซับผลผลิต ทำให้ราคาหน้าสวนขยับจาก 3-4 บาท ขึ้นมาเป็น 9-10.50 บาท/ลูก
• แก้ปัญหาระยะยาว: ผลักดันการตั้ง “ล้งชุมชน” เพื่อสู้กับล้งต่างชาติ เตรียมออกตรารับรอง “น้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100%” สกัดกั้นมะพร้าวปลอม และกวาดล้างนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินีต่างชาติ
บรรเทาทุกข์ปุ๋ยขาดแคลน
5. ประเด็นปุ๋ยแพงและปุ๋ยขาดแคลน
ปัญหาหลักมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางและจีนจำกัดการส่งออก ทำให้การขนส่งวัตถุดิบแม่ปุ๋ยทำได้ยากขึ้น:
• การบรรเทาทุกข์ระยะสั้น: จัดทำโครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ลดราคาปุ๋ยเคมีให้เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียน (เล่มเขียว) กระสอบละ 300 บาท (สูงสุด 5 กระสอบ) และมีส่วนลดเพิ่มเติมตามเงื่อนไข
• การแก้ปัญหาระยะยาว: เตรียมทำโครงการ แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง ร่วมกับ ธ.ก.ส. เพื่อสั่งตัดปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะ
จัดกิจกรรมกระจายสินค้า
6. ประเด็นมะม่วงล้นตลาด ได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ดึงผู้ส่งออกและผู้นำเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สร้างมูลค่าได้กว่า 3 พันล้านบาท พร้อม กระจายสินค้า นำผลผลิตออกนอกแหล่งปลูกผ่านห้างสรรพสินค้า รถโมบาย และงานธงฟ้า พร้อมเตรียมรับมือกับผลผลิตมะม่วงทางภาคเหนือที่จะทยอยออกสู่ตลาดในระยะต่อไป
มั่นใจแก้ปัญหาที่โครงสร้าง
กระทรวงพาณิชย์ มีความมั่นใจว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในเฟสต่างๆ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะช่วยสร้างให้เกิดความสมดุลและสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นที่ประจักษ์ ถึงแม้ผลสำเร็จของความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการแก้ไขปัญหาในรูปแบบใหม่ๆ อาจจำเป็นต้องใช้เวลาก็ตาม