“นราพัฒน์” แนะรัฐคิดให้รอบด้าน “แลนด์บริดจ์” อาจไม่ใช่คำตอบ ห่วงกระทบทะเล-ท่องเที่ยวระยะยาว ย้ำ พัฒนาต้องไม่ทำลายธรรมชาติ


วันที่ 6 พ.ค. 2569 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า เป็นประเด็นที่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่า ควรสนับสนุนหรือไม่ เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ โดยย้ำว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทะเลที่สงบสวยงาม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก จึงต้องตั้งคำถามว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นโดยไม่ทำลายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นแนวคิดเชื่อมเส้นทางขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์ รวมถึงลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา แม้ในหลักการจะดูเป็นประโยชน์ แต่ยังมีคำถามสำคัญถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ว่าจะสามารถดึงดูดการใช้งานได้มากน้อยเพียงใด และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะคุ้มกับเม็ดเงินมหาศาลหรือไม่


นายนราพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจออกมาในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านการจ้างงาน การลงทุน และการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ก็ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจ แต่หากตัวเลขไม่ชัดเจน หรือไม่สามารถสร้างการใช้งานจริงได้เพียงพอ โครงการอาจกลายเป็นภาระในระยะยาว รวมถึงยังมีข้อกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการถมทะเล มลพิษ น้ำมันรั่ว การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ และการสูญเสียแหล่งประมง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน รวมถึงอุตสาหกรรมประมง ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ตนขอตั้งคำถามว่า ภาพลักษณ์ทะเลไทยที่เป็นจุดขายระดับโลกจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ในประเด็นนี้ต้องมีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ รัฐพิจารณาทางเลือกการใช้งบประมาณ พร้อมตั้งคำถามว่า หากนำงบไปพัฒนาการท่องเที่ยว ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง อาจสร้างรายได้และความยั่งยืนได้มากกว่าหรือไม่ โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่

...


“ผมยังไม่ปฏิเสธโครงการดังกล่าว แต่ก็ยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอ ที่จะสนับสนุนในทันที จึงเสนอให้รัฐบาลดำเนินการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับโครงการ ได้แก่ SEA, EIA และ EHIA พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ประเทศไทยต้องการการพัฒนา แต่ไม่ควรแลกด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ วิถีชีวิตประชาชน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเดินหน้าต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ชัดเจน ความโปร่งใส และความยินยอมของคนในพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายนราพัฒน์ กล่าว