โฆษกรัฐบาลเผย ครม. มีมติยกเลิก MOU 2544 ย้ำ ไม่ใช่การปิดประตูเจรจา แต่ใช้กรอบสากล UNCLOS ยกระดับเครื่องมือในการเจรจา คุ้มครองผลประโยชน์ชาติ มุ่งให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม


วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 2544 โดยมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอและการให้ข้อมูลของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับกรอบการดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ และยึดโยงกับกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า การยกเลิก MOU 2544 เป็นการปรับกรอบความร่วมมือ มิใช่การยุติความสัมพันธ์หรือการยุติเจรจา โดยไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยกับกัมพูชา แต่เปลี่ยนมาใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีความชัดเจน ครบถ้วน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ MOU 2544 เดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนแนวทางเพื่อให้การดำเนินการในระยะต่อไปเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมใช้กระบวนการภายใต้ UNCLOS ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคี โดยเฉพาะการกำหนดให้กรณีอ้างสิทธิทับซ้อน ต้องใช้การเจรจาหารือเป็นแนวทางหลัก

...

นอกจากนี้ ไทยได้แจ้งไปยังกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะดำเนินการแจ้งอย่างเป็นทางการต่อไป พร้อมทั้งเตรียมทาบทามให้ใช้กรอบ UNCLOS ร่วมกันในการเจรจา ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคและกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินการภายใต้กรอบใหม่อย่างเป็นระบบและรอบด้าน

“การเปลี่ยนผ่านจาก MOU 44 ไปสู่กรอบ UNCLOS เป็นการยกระดับเครื่องมือในการเจรจา บนพื้นฐานของกฎหมายสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ไม่ใช่การยุติความร่วมมือ ไทยยังคงเดินหน้าการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”