“รัชดา” เผยเดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ตัดงบฯ ฟุ่มเฟือย ยึดหลักคล่องตัวตามนโยบายรัฐบาล
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัยรวม 8 ฉบับ เพื่อล้างความซ้ำซ้อนและปฏิรูประบบราชการให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
นางสาวรัชดาระบุว่า การยกเลิกครั้งนี้เป็นการทำ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อตัดลดขั้นตอนที่ไม่มีความจำเป็น โดยระเบียบทั้ง 8 ฉบับ ส่วนใหญ่มีหน่วยงานหลักหรือกฎหมายระดับพระราชบัญญัติรองรับอยู่แล้ว ทำให้การมีระเบียบสำนักนายกฯ ซ้อนอยู่อีกชั้นกลายเป็นอุปสรรคและสร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น
สำหรับระเบียบที่ถูกโละทิ้งประกอบด้วย การเร่งรัดปฏิบัติราชการ (พ.ศ. 2521): ยกเลิกเพราะมี พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ คุ้มครองมาตรฐานงานบริการประชาชนอยู่แล้ว จัดระบบศูนย์ราชการ (พ.ศ. 2539): ภารกิจบรรลุเป้าหมายแล้ว ส่งไม้ต่อให้ “มหาดไทย” ดูแลในรูปแบบประกาศกระทรวงแทน เสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ (พ.ศ. 2549): ยุบรวมหน้าที่ไปที่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการวางแผนแม่บทชาติ การจัดให้มีโฉนดชุมชน (พ.ศ. 2553): โอนภารกิจให้ “คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)” ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะทางที่ชัดเจนและเป็นธรรมกว่า นโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (พ.ศ. 2555): คืนอำนาจให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ บริหารจัดการตามกฎหมายลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรโดยตรง
ติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม (พ.ศ. 2564): ให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เดิมที่มีอยู่แล้ว บริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน (พ.ศ. 2547): ยกเลิกเนื่องจากภารกิจเสร็จสิ้นและไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน (พ.ศ. 2545): ยกเลิกเพื่อหลีกทางให้ BOI และคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทำหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ปี 2560
...
โฆษกรัฐบาลเน้นย้ำว่า การยกเลิกครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ต้องการให้รัฐพึงมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น รัฐบาลต้องการลดความยุ่งยากซับซ้อน เพื่อให้ส่วนราชการทำงานได้รวดเร็วขึ้น และที่สำคัญคือการลดภาระงบประมาณในการตั้งคณะกรรมการหรือสำนักงานซ้ำซ้อน เพื่อนำงบประมาณไปใช้ในส่วนที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง