“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เผย ก่อน 21 พ.ค. ประกาศความพร้อมสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ให้ทีมคิดนโยบายแล้ว 300 กว่าข้อ ย้ำชัดไม่มีสนับสนุนใครลงสมัคร สก. ปัดคุยดีล ปชน. ชี้ ลงสมัครอิสระคล่องตัวกว่า
วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเริ่มกางไทม์ไลน์เปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. แล้ว ว่า เป็นเรื่องดีที่จะได้มีตัวเลือกให้คนกรุงเทพฯ ได้เลือก ส่วนตนเองก็ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ถึงแม้จะตัดสินใจไปค่อนข้างเยอะแล้ว ต้องรอให้ใกล้หมดวาระผู้ว่าฯ กทม. ก่อน
ส่วนที่เริ่มเห็นการโปรโมตผลงานของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ในช่องทางโซเชียลมีเดียนั้น ก็เป็นทีมคนรุ่นใหม่ที่เคยทำงานร่วมกันมา ซึ่งก็ได้บอกให้ไปช่วยทบทวนนโยบายมาและหาอาสาสมัคร เพราะต้องฟังประชาชนว่าสิ่งที่ได้ทำมาตลอดวาระการทำงาน 4 ปี มีอะไรที่ต้องปรับปรุง หรือเรื่องไหนที่ยังขาด เหมือนเป็นการให้อาสาสมัครมาทำงานร่วมกันคล้ายกับ “เพื่อนชัชชาติ” ตอนนี้เลยเป็นทีม “work work work” จะได้มีข้อคิดใหม่ๆ และนโยบายที่เหมาะสม ตอนนี้ได้คิดนโยบายไป 300 กว่าข้อแล้ว และกำลังนั่งดูกันอยู่
“ยอมรับว่ามีแนวโน้มสนใจที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เพราะยังทำงานเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ อยู่ และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องนโยบายก็มีทีมงานอาสาสมัครมาช่วยทำ”
...
ส่วนกรณีที่มีผู้สนใจลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) มีการนำรูปของตนพร้อมข้อความที่มีสีและโลโก้คล้ายกับการเลือกตั้งครั้งก่อนมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย นายชัชชาติ ยืนยันว่าตนเองยังไม่ได้ส่งใครลงสมัคร สก. เพราะเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอยู่ จะต้องเป็นกลางให้มากที่สุด หากจะสนับสนุนใครก็ขอให้ฟังจากปากตน ตอนนี้ยังไม่มี ขอทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ สก. ที่เคยทำงานร่วมกันมามีถ่ายรูปด้วยกันเป็นเรื่องปกติ ไม่มีแน่นอนที่จะไปสนับสนุนทีมใดทีมหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่สามารถที่จะไปตรวจทุกอันที่เขาไปโพสต์เพราะมันก็เยอะ
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนทุกคนเข้าใจว่าตนเองไม่ได้สนับสนุนใคร และอยากฝากประชาชนคนกรุงเทพฯ ว่าจะเลือก สก. ต้องเลือกคนที่ทำงานดี มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต ให้เกียรติประชาชนและข้าราชการ หากตนจะไปสนับสนุนใครก็คงจะไม่มีผล เราดูจากคนเอาแล้วกัน แต่หากมันมีเยอะเกินไป ก็คงต้องคุยกันว่าขออย่าเอารูปตนเองไปใส่
นายชัชชาติ เผยด้วยว่า ก่อนวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ จะประกาศความพร้อมการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ในเมื่อยังเป็นผู้ว่าฯ อยู่ก็จะไปประกาศตัวเองว่าเป็นผู้สมัครทำไม จะต้องทำงานให้เต็มที่ หากตนเองบอกว่าไม่ลงสมัครแล้วทีมงานก็จะไม่ฟัง และไม่ทำงานต่อ แต่หากบอกว่าลงสมัครก็จะกลายเป็นว่าตนทำทุกอย่างเพื่อหาเสียง มันจึงเป็นดาบสองคม
ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระแสข่าวว่าพรรคประชาชน (ปชน.) มาทาบทามให้ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามของพรรค โดยนายชัชชาติ ถึงร้องอุทาน “ห้ะ” ก่อนกล่าวต่อไปว่า ไม่มีอะไรเลย พรรคประชาชนกับเราก็เป็นเพื่อนกัน ก็คุยกัน หลายคนก็เป็นเด็กวิศวะ ยอมรับว่ามีคุยแลกเปลี่ยนกัน ตนก็ไม่ได้คุยทุกวง อาจจะคุยกับรองที่ปรึกษา แต่ไม่มีอะไร เราก็ยืนยันมาตลอดเราเป็นผู้ว่าฯ อิสระ เพราะเชื่อว่าในท้องถิ่นการทำงานอิสระก็สะดวกดี ทำงานให้กับทุกคนได้ และนโยบายสามารถขับเคลื่อนท้องถิ่นได้ แต่ถ้าเป็นระดับประเทศจำเป็นจะต้องมีพรรคการเมืองสนับสนุนเพราะต้องไปหลายจังหวัด
ในระดับท้องถิ่นเราดูแลความเป็นอิสระได้ ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน แต่สำหรับตนมองว่าเป็นจุดแข็งเพราะทำงานกับทุกคนได้ และก็ไม่เคยมีอยู่ในหัวเลยว่าจะไปลงกับพรรคการเมือง ถ้าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ต่อ ก็จะลงอิสระเพราะมีความสุขแบบนี้ สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปฟังใคร ทำงานได้คล่องตัวและเลือกรองผู้ว่าราชการได้เอง ซึ่งตนก็เป็นผู้ว่าราชการเพียงไม่กี่คนที่มีรองผู้ว่าราชการ 4 คน และดำรงตำแหน่งได้ครบ 4 ปีไม่มีเปลี่ยน เพราะเราเลือกมากับมือ
ส่วนที่วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ พรรคประชาชนจะเปิดตัวแคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ มองว่าเป็นเรื่องดี ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะการแข่งขันผู้ว่าฯ ไม่เหมือนการชกมวย แต่คือการเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน ไม่ใช่ไปโจมตีจุดอ่อนของคู่ต่อสู้แต่ดูว่าเราจะเสนอสิ่งที่ดีที่สุดอะไรให้กับประชาชน เราโฟกัสแค่ว่าจะทำอะไรให้ประชาชน ที่ผ่านมามีอะไรที่ทำได้ไม่ดีจะต้องปรับปรุง คู่แข่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา
พร้อมกันนี้ คิดว่าคนเก่งในประเทศไทยมีเยอะแยะ และเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยจะสามารถคัดเลือกคนที่ดีมาดูแลประเทศได้ ที่ผ่านมาก็บอกกับทีมงานตลอดว่า 4 ปีที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำแค่บริหารกรุงเทพฯ แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบอบประชาธิปไตย เพราะสุดท้ายแล้วระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุด จะสามารถคัดคนมาทำงานกับประชาชนได้ เมื่อเป็นระบบแล้ว ก็ไม่ได้ขึ้นกับชัชชาติแล้ว ไม่ว่าใครจะเข้ามาสมัคร หากระบบเข้มแข็งแล้วเขาก็จะเลือกคนที่ดีที่สุดเข้ามาเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวถึงประเด็นที่กรุงเทพมหานครมีรายจ่ายน้อยกว่ารายรับ ว่า ต้องขอบคุณทีมงานที่ช่วยกันเก็บภาษี ทั้งภาษีป้ายได้ดี แต่ที่ผ่านมาก็มีหลายผู้บริหารที่มีเงินเป็นบวก และมองว่ากรุงเทพมหานครไม่ได้ไปกู้หนี้มาใช้จ่าย และหากประหยัดเรื่องประมูลได้จะทำให้มีช่องทางที่เงินเหลือ
นายชัชชาติ เผยต่อ คำถามว่าทำไมเราถึงมีเงินเหลือเยอะ เพราะเราจ่ายหนี้ BTS ไปเยอะ จึงต้องพยายามให้มีเงินเหลือไหลลงตุ่ม และพยายามตั้งงบประมาณที่เจียมเนื้อเจียมตัว ประหยัดค่าใช้จ่ายและใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีผู้บริหารชุดใหม่มาก็อยากให้เขามีเงินสำรองไว้ใช้เผื่อฉุกเฉินด้วย นี่ก็เป็นเจตนารมณ์ที่จะช่วยกัน ซึ่งก็เห็นว่าเราพยายามใช้งบประมาณอย่างประหยัดไม่มีงบประมาณกลางปีเพิ่มเติม พยายามใช้เท่าที่มีให้มากที่สุด.