“รอมฎอน” สส.ปชน. ตามความคืบหน้าคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ หวั่นถูกเบี่ยงเบนประเด็นด้วยปฏิบัติการ IO  พร้อมเสนอรัฐบาลรับเป็นคดีพิเศษ 


เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 30 เมษายน 2569 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน และคณะ แถลงข่าวกรณีการลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ หวั่นถูกเบี่ยงเบนประเด็นด้วยปฏิบัติการ IO พร้อมเสนอให้เป็นคดีพิเศษ 

นายรอมฎอน ปันจอร์ กล่าวว่า กรณีเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขณะนี้ยังมีประเด็นต่อเนื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ที่อาจมุ่งสร้างความสับสนและลดทอนความน่าเชื่อถือของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตนได้ปรึกษาหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยได้สะท้อนข้อกังวลว่า บทบาทของสภาฯ ต่อกรณีดังกล่าว ยังมีน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับพัฒนาการของคดีที่ปรากฏในสื่อมวลชน ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้จะเข้าใจว่ามีข้อจำกัดบางประการในการดำเนินการ ซึ่งตนได้เสนอให้ประธานสภาฯ ใช้อำนาจในการตั้งกลไกติดตาม ตรวจสอบ และถ่วงดุล เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินคดีของฝ่ายสอบสวนจะเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งประธานสภาฯ เห็นว่ายังไม่มีอุปสรรคในหลักการดังกล่าว ขณะที่ปัจจุบันยังมีข้อกังวลหลายประการเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี โดยเฉพาะการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งปรากฏว่า นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จำเป็นต้องดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและเข้าแจ้งความเพิ่มเติมด้วยตนเอง เพื่อประกอบกับสำนวนเดิมของพนักงานสอบสวน โดยเพิ่งมีการแจ้งความเพิ่มเติมเมื่อไม่นานมานี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่นาวิกโยธินอีก 2 นาย ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนว่า คณะทำงานคลี่คลายคดีที่ตั้งขึ้นใหม่ได้มีการสอบปากคำผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วหรือไม่ รวมถึงต้องติดตามว่าคดีจะถูกแยกออกเป็นหลายสำนวนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับประชาชน ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการจับกุมผู้ต้องหาในชุดปฏิบัติการได้แล้ว แต่เมื่อมีการกล่าวหาเพิ่มเติมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ยิ่งทำให้คดีมีความซับซ้อนมากขึ้น และจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน

...

นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.ในพื้นที่ เช่น นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ที่ต้องลาประชุมเพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งสะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ตนเห็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องมีมาตรการป้องกันและสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัย ส่วนในมุมมองของประชาชน คดีนี้ไม่ใช่คดีส่วนบุคคล แต่มีความเชื่อมโยงกับหลายฝ่าย รวมถึงหน่วยงานของรัฐบางส่วน จึงไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมทั่วไป แต่ควรถูกพิจารณาในมิติของความมั่นคงและแรงจูงใจทางการเมือง จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณายกระดับคดีนี้เป็น “คดีพิเศษ” เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างเป็นกลาง โปร่งใส และเป็นมืออาชีพ เพราะการพึ่งพาเพียงกลไกในพื้นที่อาจไม่เพียงพอในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน นอกจากนี้ ประเด็นหนึ่งที่น่ากังวลคือ ความพยายามในการเบี่ยงเบนประเด็นผ่านปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่มุ่งโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือ ไม่เฉพาะนักการเมือง แต่รวมถึงสื่อมวลชน นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมในพื้นที่ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายหลังจากที่มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญบางประการ รูปแบบดังกล่าวอาจทำให้ประเด็นสำคัญของคดีถูกเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง จึงขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนและสังคมติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า เรื่องนี้ไม่เพียงกระทบต่อการทำหน้าที่ของ สส. แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมือง และต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เราจำเป็นต้องรักษาพื้นที่ทางการเมืองให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการสะท้อนเสียงของประชาชน มิฉะนั้น การแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางสันติและการยอมรับความเห็นที่แตกต่างจะเป็นไปได้ยาก