“กรณ์” นำทีม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นญัตติด่วนขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ ตั้งข้อสงสัยรัฐบาลเร่งผลักดันจนผิดปกติ
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 29 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย สส.ในพื้นที่ภาคใต้ และตะวันออกของพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง นายกฤตย์อิชย์ ภาคอิชณน์ สส.ตรัง นางกนกพร เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และ นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง ร่วมกันแถลงข่าว ว่า
“พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นญัตติด่วน ขอให้มีการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะพิจารณาเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) โครงการนี้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็กลับมาปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง และเป็นข่าวสะท้อนการเร่งรีบอย่างผิดปกติ ในส่วนของรัฐบาลที่จะผลักดันโครงการที่มีมูลค่ากว่าล้านล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการระดับที่ควรจะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด โปร่งใส แล้วก็รอบคอบ ที่บอกว่าผิดปกติ คือนอกจากการเร่งรีบโดยที่ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในรายละเอียดให้บุคคลที่สนใจสามารถที่จะพิจารณาศึกษาได้แล้ว เนี่ย โครงการขนาดนี้เป็นเรื่องแปลก ที่ในนโยบายที่พรรครัฐบาล พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยได้นำเสนอต่อ กกต. ในช่วงของการหาเสียง ไม่ปรากฏว่ามีโครงการแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายของทั้งสองพรรคเลย
นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อไม่นานมานี้ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการนำเสนอรายละเอียดของโครงการนี้ต่อรัฐสภา แต่วันนี้กลับกลายเป็นโครงการที่รัฐบาลบอกว่าให้ความสำคัญ เป็นโครงการระดับประเทศ แล้วก็เป็นโครงการที่รัฐบาลพร้อมที่จะผลักดันทันที พรรคประชาธิปัตย์มีความกังวลในหลายมิติกับโครงการนี้ โดยเฉพาะ สส. จากทางภาคใต้หลายจังหวัดของพรรค ก็ได้ร่วมกันลงนามในญัตติฉบับนี้ เพื่อสะท้อนความกังวลที่พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่มีต่อความคุ้มค่าของโครงการ เพื่อที่จะให้มีความเข้าใจในเชิงเปรียบเทียบ การใช้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาท กับโครงการที่นักวิชาการหลายฝ่าย หลายสำนัก ได้พูดถึงความกังวลว่าไม่มีวันที่จะคุ้มค่า สร้างไปแล้วบริษัทเดินเรือภาคเอกชนก็ส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลมาทางพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถึงสร้างเสร็จแล้วก็ไม่คุ้มสำหรับเขาที่จะมาใช้บริการ
...
นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ถ้าคิดว่าการใช้แลนด์บริดจ์ในการลำเลียงขนส่งสินค้าจากซีกตะวันตกไปตะวันออกจะสามารถประหยัดเวลาได้ เทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ต้องคิดใหม่ เพราะว่าการขนส่งสินค้าผ่านโครงการแลนด์บริดจ์ตามที่รัฐบาลได้ออกแบบไว้ เป็นการลำเลียงสินค้าขึ้นลงจากเรือหลายต่อ มีภาระทั้งค่าใช้จ่าย มีประเด็นทั้งในแง่ของเงื่อนไขเวลา เพราะฉะนั้นโครงการมูลค่ากว่าล้านล้านบาทที่สร้างมาแล้วสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทิ้งร้าง เลือกที่จะไม่ใช้บริการโดยภาคเอกชนนั้น แล้วก็เป็นโครงการที่นำเสนอโดยไม่มีข้อมูลรายละเอียดใด ๆ เลย ไม่เคยมีการส่งสัญญาณกับประชาชนผ่านการแถลงนโยบายว่าจะทำ ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรจะต้องมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า เงิน 1 ล้านล้านบาท สามารถที่จะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของภาคใต้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวใต้ได้หลายโครงการ ยกตัวอย่างเช่น พรรค ปชป.ได้เสนอว่าควรการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมระหว่างนราธิวาสขึ้นไปถึงกรุงเทพมหานคร ถ้ามีการผลักดันโครงการนี้ งบประมาณที่จะใช้ประมาณ 4 แสนถึง 5 แสนล้านบวกกับการพัฒนาและยกระดับโครงการขนส่งทางราง ทั้งคนและสินค้าผ่านระบบรถไฟทางคู่ ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอไว้ว่าควรจะเป็นระบบรถไฟทางคู่ที่วิ่งบนระบบไฟฟ้าทั้งสิ้น ก็คือเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด คิดว่าใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 แสนถึง 1 แสน 5 หมื่นล้าน บวกกับโครงการท่าเรือน้ำลึก ทั้งฝั่งอันดามันและก็ฝั่งอ่าวไทย ก็จะใช้งบประมาณอีกเพียงประมาณ 1 แสนล้านบาท
นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า โดยรวม 3-4 โครงการเหล่านี้ เส้นทางรถไฟที่สามารถจะเชื่อมโยงไปถึงมาเลเซียได้เลย บวกกับมอเตอร์เวย์ บวกกับท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเลนั้น ใช้งบประมาณที่คิดว่าอยู่ที่ประมาณ 7 แสนล้านบาท ยังไงก็น้อยกว่างบประมาณที่ต้องใช้กับโครงการที่มีประโยชน์ที่ไม่ชัดเจน เริ่มสร้างแล้วจะสร้างเสร็จหรือไม่ก็ไม่ทราบ และเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ประชาชนชาวใต้หรือประชาชนคนไทยทั้งประเทศเนี่ย มีใครบ้างที่จะได้รับประโยชน์ ก็ไม่มีความชัดเจนเช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้น นี่คือสาเหตุ ที่พรรคประชาธิปัตย์จึงมองว่า ก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้ากับโครงการนี้ ขอให้ได้มีโอกาสให้ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ศึกษารายละเอียด ปรึกษากับฝ่ายวิชาการ ปรึกษากับหน่วยงานของราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อที่จะหาข้อมูลข้อเท็จจริง ช่วยให้รัฐบาลสามารถพิจารณาตัดสินในเรื่องที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อการใช้เงินภาษี เงินงบประมาณของพี่น้องประชาชนได้