โฆษกกองทัพบก เผยยังต้องเฝ้าระวังชายแดน “ไทย-กัมพูชา” อย่างใกล้ชิด มองคำพูด “หวังอี้” กัมพูชาไม่อยากรบแล้วต้องรอประเมิน
วันที่ 27 เม.ย.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ได้กำชับติดตามสถานการณ์ชายแดนและเฝ้าระวัง ปฏิบัติภารกิจที่ดำเนินการอยู่ให้ต่อเนื่องไป เช่น ปรับปรุงที่มั่น ลาดตระเวน เก็บข้อมูลด้านการข่าวที่คิดว่ามีประโยชน์ในการดูแลรักษาพื้นที่ และได้เน้นย้ำในเรื่องความปลอดภัยของกำลังพล ให้ทุก ๆ หน่วยได้ให้ความสำคัญ
พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในส่วนของกองทัพไทยยังคงยึดมั่นดำเนินการตามถ้อยแถลง 27 ธ.ค. 2568 อย่างเคร่งครัด พร้อมจะเข้าสู่ความร่วมมือการหารือ การคงกำลังซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบ ให้คงกำลังที่ตั้งปัจจุบัน และไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดน ไม่ยั่วยุ หลีกเลี่ยงการสื่อสารข้อมูลเท็จ และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยที่ผ่านมายังได้รับความร่วมมือน้อย แต่ต้องดำรงความมุ่งมั่นในสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ขอย้ำว่าฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นอย่างเคร่งครัด
เตรียมพร้อมไม่ประมาท
สำหรับภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันทั้งสองประเทศ มีการเตรียมความพร้อมกำลังทั้งสองฝ่ายแต่อยู่ในพื้นที่เขตอธิปไตยของตัวเอง ทั้งนี้ในช่วงเดือนที่ผ่านมายังไม่พบการยั่วยุที่สำคัญ แต่มีเหตุการณ์ที่มองเข้าข่ายบ้างแต่เกิดขึ้นประปราย ซึ่งไม่ชัดเจนในเจตนา ชุดประสานงาน ยังสามารถสื่อสารตามความเข้าใจกันได้ และกองทัพบกยังเตรียมความพร้อมไม่ประมาทต่อสถานการณ์
พัฒนาเส้นทาง ไม่ขัดถ้อยแถลง
...
สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา(RBC) 23 เม.ย.2569 ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันความร่วมมือใกล้ชิดโดยมีการประสานงานต่อเนื่องกว่า 80 ครั้ง รวมทั้งแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีพร้อมผลักดันความร่วมมือด้านมนุษยธรรม การป้องกันไฟป่า การแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ลดความตึงเครียดในทางทหาร ขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็ยืนยัน พัฒนาเส้นทางทางยุทธวิธีที่อยู่ในพื้นที่อธิปไตยของไทย โดยไม่ขัดต่อถ้อยแถลง
ไร้ข้อมูล กัมพูชาถอย
กรณี นายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุว่า กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ข้อมูลในด้านการข่าวกัมพูชายังไม่ได้แสดงท่าทีอยู่ในจุดที่น่ากังวล ในช่วงนี้เป็นเรื่องของการสื่อสารที่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความกังวล แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ข้อมูลด้านการข่าวทหาร ยังไม่มีทีท่าที่จะส่งผลคุกคามต่อฝ่ายไทย กรณีที่เราอาจเห็นข่าวสาร การพูดผ่านสื่อ ไม่สามารถประเมินเป็นปัจจัยหลักที่จะเกิดสถานการณ์ได้ ต้องมองที่ข้อมูลการข่าวทางด้านการทหาร หรือข้อมูลทางด้านความมั่นคงเท่านั้น ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามว่า กัมพูชาเคยประสานกับกองทัพหรือไม่ว่าไม่อยากจะสู้แล้ว พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูล
เชื่อไม่รุกล้ำพื้นที่ไทยควบคุม
เมื่อถามว่ามองอย่างไร จีนอาสาเป็นตัวเชื่อมระหว่างไทย-กัมพูชา พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในมิติต่างประเทศ มีท่าทีไม่ต้องการ หรือ สนับสนุนให้มีการใช้กำลัง แต่ตามมารยาทก็ไม่ได้ห้ามหรือแสดงท่าทีจะขัดขวางอย่างไร คงเป็นเรื่องของสองประเทศที่จะต้องตัดสินใจต่อกัน
ส่วนในพื้นที่ มีบางจุดที่กัมพูชาขยับฐานเข้ามาใกล้ไทย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในอดีตการวางกำลังสองฝ่ายจะอยู่ติดกัน แต่หลังเหตุปะทะ กัมพูชาถอยไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ เมื่อสถานการณ์ไม่น่ากังวลก็ขยับกำลังเข้ามา แต่ยังไม่ได้มีผลกระทบอะไรในการดูแลพื้นที่ชายแดน หรือหากมีการปฏิบัติทางทหารก็ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว เพียงแต่ฝ่ายกัมพูชา เมื่อเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ โดยหลักยุทธวิธีทางทหารก็ต้องปรับปรุงหาที่กำบังที่อยู่ที่เหมาะสมทางทหารของฝ่ายกัมพูชาและคงไม่รุกล้ำในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้ควบคุมอยู่
จ่ายเยียวยา ปะทะรอบแรกครบแล้ว
ด้าน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยถึงเรื่องเงินเยียวยาให้กับทหารที่บาดเจ็บ เสียชีวิต และทุพพลภาพจากเหตุปะทะทั้งสองรอบ จำนวน 10 ล้านบาท ในเหตุการณ์ปะทะรอบแรก ได้จ่ายครบถ้วนแล้ว ในขณะที่เหตุปะทะรอบสองอยู่ในขั้นตอนทางราชการ ยืนยันว่ากองทัพบกได้ติดตามใกล้ชิด สำหรับเงินชดเชยในส่วนของกองทัพบกได้รับครบถ้วนหมดแล้ว ยืนยันไม่ทอดทิ้ง ผู้บังคับบัญชาได้ลงพื้นที่ติดตามความช่วยเหลือและดูแลสิทธิให้ครบถ้วน
ยัน จนท.รัฐ ไม่ขัดแย้งใคร
ส่วนประเด็นการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่าเป็นความขัดแย้งกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ หลังจาก สส.กมลศักดิ์ ช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ และล่าสุด สส.กมลศักดิ์ ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับทหารอีก 2 นาย พล.ต.วินธัย ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ขัดแย้งกับใคร และจะเห็นว่าในทุกๆ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นงานป้องกันชายแดน งานรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งมีวิธีการที่อยู่ในกรอบคงมีบุคคลที่คิดเห็นไม่ตรงกัน