สว.มณีรัฐ จี้รัฐบาล เร่งแก้ปัญหาวิกฤตมลพิษปนเปื้อนลุ่มน้ำ สารเคมีแพร่ลงแหล่งน้ำสาธารณะกระทบกว่า 7 หมื่นครัวเรือน สร้างปัญหาสุขภาพ สารหนู-ตะกั่ว-แคดเมียม เกินค่ามาตรฐาน กว่า 9 เท่า
วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ ,นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร และนายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาร่วมแถลงข่าวเรื่อง “วิกฤตมลพิษลุ่มน้ำข้ามพรมแดน กก สาย รวก โขง” โดยน.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า จากสถานการณ์สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง กำลังเผชิญกับวิกฤตมลพิษลุ่มน้ำข้ามพรมแดนที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทองคำและแรร์เอิร์ธมีมากกว่าเกือบ 1,000 เหมืองในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งขาดการควบคุมและระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้โลหะหนักอันตรายกว่า 9 ชนิด อาทิ สารหนู ตะกั่ว และแคดเมียม ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำและไหลเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ผลการตรวจสอบล่าสุดพบตะกอนดินมีค่าโลหะหนักเกินมาตรฐานในทุกสายน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำโขงที่ตรวจพบสารหนูสูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 9 เท่า และอยู่ในระดับที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งวิกฤตนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบพื้นที่ต้นน้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่แต่ได้ลุกลามไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนใต้ รวมถึงจังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
...
“ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชนนับล้านคนตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา จากการลงพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่ พบผลกระทบในทุกภาคส่วน คือ 1. ภาคการเกษตรที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการใช้ต้นทุนน้ำที่มีสารสะสม 2. ภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะธุรกิจแพริมน้ำที่รายได้หดตัวลงอย่างมหาศาล 3. ภาคการประมงพื้นบ้านที่สูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคภายหลังการตรวจพบความผิดปกติในสัตว์น้ำจนนำไปสู่ประกาศเตือนให้หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลาและสัตว์หน้าดิน ซึ่งสะท้อนว่า สารพิษได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่แล้ว สำหรับประเด็นน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนกว่า 70,000 ครัวเรือนกำลังเผชิญกับความเสี่ยง แม้การประปาส่วนภูมิภาคจะบำบัดน้ำได้ตามเกณฑ์แต่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ระบบประปาหมู่บ้านกว่า 100 แห่งตลอดแนวลำน้ำยังไม่ได้รับระบบบำบัดที่ทันสมัยเพียงพอ”
น.ส.มณีรัฐ กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ได้มีการหยิบยกปัญหาแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง มาหารือร่วมกับปัญหาฝุ่น PM2.5 พร้อมทั้งมีข้อสั่งการในการตรวจสุขภาพ การสื่อสารที่ชัดเจนและการเยียวยาให้กับประชาชน รวมทั้งยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศแต่ความคืบหน้าในเชิงรูปธรรมยังคงจำกัดอยู่เพียงการตั้งคณะกรรมการและมาตรการเยียวยาเบื้องต้น ซึ่งยังขาดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการทูตเชิงรุก โดยกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน และใช้กลไกความร่วมมือทั้งในระดับอาเซียนและนานาชาติเข้ามาจัดการปัญหานี้ โดยสถานทูตออสเตรเลียเสนอความช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหานี้แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้หลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ภาระด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และงบประมาณในการฟื้นฟูต้องตกเป็นของประชาชนและรัฐบาลไทยแต่เพียงฝ่ายเดียวจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นนอกพรมแดน
ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำ 6 มาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นเพื่อดำเนินการได้ทันที คือ
1) การสนับสนุนงบประมาณเพื่อเฝ้าระวัง ให้จังหวัดจัดทำแผนติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน ห่วงโซ่อาหาร และผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี
2) ยกระดับขีดความสามารถในการตรวจวัด จัดตั้งศูนย์ตรวจวิเคราะห์โลหะหนักประจำจังหวัดในพื้นที่ (เชียงราย) เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังและรายงานผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
3) การจัดหาแหล่งน้ำดิบทดแทน เร่งงบประมาณจัดหาแหล่งน้ำสะอาดใหม่เพื่อใช้ในระบบประปา ทดแทนการใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสายที่มีการปนเปื้อนสูง
4) การติดตั้งระบบบำบัดน้ำชุมชน จัดหาระบบบำบัดน้ำที่มีประสิทธิภาพให้แก่ประปาหมู่บ้านและชุมชนตลอดแนวลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ
5) มาตรการสนับสนุนภาคการเกษตรจัดหาแหล่งน้ำสะอาดหรือเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร เพื่อรักษาความปลอดภัยของผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร และ
6) การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เร่งช่วยเหลือและเยียวยารายได้ให้แก่เกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น แพริมน้ำและปางช้างที่ได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งนี้
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบจึงได้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาศึกษาการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนตามหลักธรรมาภิบาลและสิทธิมนุษยชน กรณีศึกษาลุ่มน้ำชายแดน ภายใต้คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐตามหลักธรรมาภิบาล และการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เนื่องจากประชาชนทุกคนพึงมีสิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดและสภาพแวดล้อมที่ดีตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ให้การรับรองไว้
ด้านนายนรเศรษฐ์ กล่าวเสริมว่า เกี่ยวกับสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกที่มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเมื่อสมัยก่อน โดยในปีนี้จะพบว่ามีเหมืองแร่หายากเกิดขึ้นมากมายทำให้เกิดสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก โดยเฉพาะแม่น้ำโขงเจอสารพิษเกินค่ามาตรฐานถึง 9 เท่า ซึ่งตรวจพบสารพิษถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งควรได้รับความสนใจจากรัฐบาลมากกว่านี้ จึงขอเรียกร้องรัฐบาลให้ลงพื้นที่ดูแลประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำทุกสายที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษเหล่านี้