“สรศักดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เห็นต่าง ชี้ยกเลิก MOU 44 ไทยเสียประโยชน์ อาจสูญเสียเครื่องมือสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ


วันที่ 25 เมษายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติให้ยกเลิก MOU 2544 โดยจะใช้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) แทน 

 โดยระบุว่า การยกเลิก MOU 44 อาจทำให้ไทยไม่สมประโยชน์ของประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นมติของ สมช. ก็ยังพอมีเวลาที่รัฐบาลจะมาพิจารณาว่าจะดำเนินการตามมติของ สมช. หรือไม่ ตนคิดว่าในเรื่องของผลประโยชน์ของประเทศ อาจจะต้องพิจารณาในหลายมุม 

MOU44 นั้นถูกสร้างขึ้นโดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 อย่าง คือการแบ่งเขตทางทะเลและการแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งในความเห็นของตน กรอบการเจรจาตาม MOU 44 มีประโยชน์ เพราะหากจะใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว ทุกฝ่ายย่อมมีความเห็นของตัวเองในการตีความกฎหมายอยู่แล้ว หากไม่ใช้กรอบของการเจรจาตาม MOU 44 แล้วจะหาทางประนอมกันได้อย่างไร 

ในเรื่องของการแบ่งเขตทางทะเลและการแบ่งปันผลประโยชน์ ตนอยากให้ทุกคนเห็นว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยทำเอกสารทางกฎหมายในลักษณะนี้ ในช่วงปี 2522 รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้เจรจากับประเทศมาเลเซีย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาร่วมระหว่างไทยกับมาเลเซีย ใช้กระบวนการเจรจาและมีการทำเอกสารทางกฎหมายขึ้นมากำหนดกรอบในการแบ่งปันผลประโยชน์ ใช้เวลา 26 ปี จึงจะมีพลังงานก๊าซที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่คนไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ ขณะที่ MOU 44 ก็ผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว สิ่งนี้คือผลประโยชน์ของไทย หากเราสามารถเจรจากับฝั่งกัมพูชาและพัฒนาทรัพยากรขึ้นมาได้ ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมของประเทศไทยในช่วงนี้ด้วย

...

นายสรศักดิ์กล่าวต่อว่า ตนต้องชื่นชมนักกฎหมายในกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความเป็นมืออาชีพสูง ตนเชื่อว่าแนวทางการทำงานของข้าราชการคงจะให้ข้อมูลต่อผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายว่าหากตัดสินใจในลักษณะนี้จะมีผลทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันตนเชื่อว่า สมช. ไม่ได้พิจารณาในด้านกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาในแง่ของการเมืองด้วย ซึ่งตนไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าใน สมช. มีเหตุผลทางการเมืองอย่างไร 

ส่วนเรื่องกระบวนการที่จะนำฝ่ายที่ 3 เข้ามาเพื่อตัดสินหากไม่มีความยินยอม เราได้กำหนดไว้ตามมาตรา 298 ใน MOU44 ว่าเราจะไม่ยอมรับเขตอำนาจขององค์กรที่จะมาตัดสิน และไม่รับฝ่ายที่สาม ซึ่งฝ่ายกัมพูชาก็ระบุไว้เช่นเดียวกัน 

ทั้งนี้ แม้ในมาตรา 298 ของ MOU 44 ระบุว่าต้องยอมรับการเสนอเรื่องตามคำร้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อเข้าสู่การประนอมข้อพิพาท แต่การจะเข้าเงื่อนไขดังกล่าวต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ระหว่างที่ตนปฏิบัติหน้าที่ในกรมสนธิสัญญาฯ เคยมีการปะทะกันจนทำให้กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อตีความคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 ว่าขอบเขตของเขาพระวิหารมีอยู่เท่าใด ดังนั้นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือการมีการปะทะกันก่อน แล้วจึงนำไปสู่เงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งตนมีความกังวลว่าหากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้น แม้ประเทศไทยจะปฏิเสธ ก็อาจถูกพิจารณาฝ่ายเดียวได้

ดังนั้น การยกเลิก MOU 44 ก็ต้องถามว่าแล้วเราจะคุยกันอย่างไร หากจะคุยด้วย UNCLOS เพียงอย่างเดียว พูดแค่เรื่องการแบ่งเขตทางทะเล โดยไม่พูดถึงบริบทการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ด้านพลังงาน จะเปรียบเสมือนมีท้องทะเลแต่ไม่มีเรือ หากไม่มี MOU 44 เราจะสำรวจและกำหนดทิศทางการเจรจาอย่างไร ตนคิดว่าจะเป็นปัญหาแน่ 

นายสรศักดิ์กล่าวต่อว่า ใน MOU 44 ไม่ได้ระบุวิธีการบอกเลิกสัญญาไว้ชัดเจน ซึ่งโดยกระบวนการจะต้องมีการยื่นหนังสือ และใช้เวลาประมาณ 12 เดือนเพื่อรอการตอบกลับว่าจะดำเนินการตามนั้นหรือไม่ หากถามว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจและไม่บอกเลิกสัญญาหรือไม่ ตนมองว่ายังสามารถทำได้ โดยการไม่ส่งหนังสือทางการทูตไป 

ดังนั้น หากพิจารณารายละเอียดอย่างรอบด้าน จะเห็นว่าการยกเลิกดังกล่าวอาจทำให้เราสูญเสียเครื่องมือสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ