โฆษกรัฐบาล แจง Moody’s มองไทยดี มีเสถียรภาพ ส่งผลดีเศรษฐกิจไทย เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ย้ำรัฐบาลเดินหน้ารักษาวินัยการคลัง
วันที่ 24 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในทิศทางที่ดี จากระดับ “เชิงลบ” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
ทั้งนี้ ผลเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ประการแรก คือ ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศจะมีแนวโน้มลดลง ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากความเสี่ยงถูกประเมินต่ำลง ส่งผลให้การระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประการที่สอง มุมมองที่ดีขึ้นของ Moody’s ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงแหล่งทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม อีกทั้งเชื่อว่า จะส่งผลเชิงเศรษฐกิจในแง่การรักษาความสามารถในการดึงดูดนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ ส่งผลเชิงบวกต่อกระแสเงินทุนและเสถียรภาพของตลาดการเงินไทยในระยะต่อไป
และประการสุดท้าย ประโยชน์ที่จะส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง ผ่านการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น เมื่อภาคธุรกิจมีการลงทุนและขยายกิจการมากขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม
...
โฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้ารักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนโอกาสจากเวทีโลกให้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับประชาชนทุกคน ในส่วนที่รัฐบาลจะดำเนินการออกพระราชกำหนดกู้เงินนั้น สถาบันการเงินต่างชาติและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีความเข้าใจและเล็งเห็นในความจำเป็น
“สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ เราจำเป็นต้องมีทุนใหม่เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนสู้โดยลำพัง และทุกบาทของเงินก้อนนี้จะถูกตรวจสอบได้ และมีแผนการสร้างรายได้เพื่อส่งคืนคลังอย่างชัดเจน ซึ่งรัฐบาลจะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ถึงมือประชาชน และตรวจสอบได้”