“ลิซ่า ภคมน” ซัดรัฐใช้ไอโอด้อยค่าสื่อ-ประชาชน ทำลายกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ ย้ำยุทธศาสตร์พัฒนาควรเริ่มต้นที่ความจริงใจ-โปร่งใส ไม่ใช้ปฏิบัติการโจมตีลับหลัง
วันที่ 23 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568 - 2570 ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยตั้งคำถามสำคัญว่า นโยบายความมั่นคงที่ สมช. จัดทำขึ้นนั้น คำว่า “ชาติ” ได้รวมเอาสวัสดิภาพของประชาชน สื่อมวลชน และนักการเมืองที่ต้องเผชิญกับปฏิบัติการตีตราด้อยค่า ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เข้าไปด้วยหรือไม่
น.ส.ภคมน กล่าวว่า ปัจจุบันมีการผลิตถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างเป็นระบบ เพื่อผลักให้ผู้ที่ตั้งคำถามหรือสืบหาความจริงกลายเป็นศัตรูของรัฐ พร้อมตั้งคำถามถึง สมช. ว่าจะเดินหน้านโยบายสันติสุขได้อย่างไร หากในเล่มนโยบายไม่กล่าวถึงข้อเท็จจริงในมิติความมั่นคงของสวัสดิภาพประชาชน และยังปล่อยให้มีการคุกคามนักวิชาการรวมถึงสื่อมวลชนอย่างหนัก โดยที่รัฐเองถูกมองว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เพียงเพราะบุคคลเหล่านั้นพยายามเรียกร้องความโปร่งใสในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้ น.ส.ภคมน ยังหยิบยกรายงานระดับโลกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้งกรณีทวิตเตอร์ในปี 2563 ที่ปิดบัญชีเครือข่ายไอโอเชื่อมโยงกองทัพบกกว่า 900 บัญชี และเฟซบุ๊กในปี 2564 ที่พบพฤติกรรมลักษณะเดียวกันซึ่งเชื่อมโยงกับ กอ.รมน. พร้อมโชว์หลักฐานเอกสารที่ถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะไปแล้ว ซึ่งยืนยันว่าปฏิบัติการไอโอของกองทัพมีอยู่จริง ทำโดย กอ.รมน. และกองทัพบก โดยสั่งการให้กำลังพลคอมเมนต์ด้อยค่าและโจมตีผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยใช้ภาษีประชาชนเป็นค่าจ้างในอัตรา 240 บาทต่อวัน
...
พร้อมชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของไอโอที่ถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์ปิดปากสื่อและสร้างวัฒนธรรมความหวาดกลัว โดยยกกรณีของฐปณีย์ เอียดศรีไชย สื่อมวลชนอาวุโสที่ถูกเพจไอโอรุมถล่มและไล่บี้ถึงเรื่องส่วนตัว เพียงเพราะทำหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงกรณีการยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ ซึ่งภคมนมองว่าปฏิบัติการเช่นนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ทำให้คนหนึ่งคนเงียบ แต่เป็นการส่งสัญญาณให้สื่อทั้งระบบเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมประชาธิปไตยและทำลายโต๊ะเจรจาสันติภาพอย่างรุนแรง
น.ส.ภคมนกล่าวสรุปว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความรุนแรงทางกายภาพ แต่ยังมี “สงครามวาทกรรม” ที่รัฐพยายามใช้อำนาจสร้างถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) เพื่อแย่งชิงสิทธิในการครอบครองความจริงเพียงหนึ่งเดียว ตนเชื่อว่าความพยายามแก้ปัญหาจะไม่มีทางสำเร็จตราบใดที่รัฐยังหลีกเลี่ยงการพูดความจริง และย้ำว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ควรเริ่มต้นที่ความจริงใจ และการมองเห็นคุณค่าชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง