อดีตแกนนำพรรคก้าวไกลเปิดหน้าสู้ ปฏิเสธข้อหาล้มล้างการปกครอง ยันเสนอแก้ 112 เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในสังคม 


วันที่ 23 เมษายน 2569 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ยืนยันเจตนาของการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในอดีตว่า ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบการปกครอง แต่เป็นการนำความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคมไทยขณะนั้น เข้ามาพูดคุยใน “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาข้อยุติภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและวิถีทางนิติบัญญัติที่เป็นสากล

นายพิธาระบุว่า คดีความที่เกิดขึ้นไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่ต้น แต่คือส่วนหนึ่งของ “นิติสงคราม” ที่มุ่งเป้าทำลายความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมของพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การนำ “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาใช้อย่างเข้มข้นแบบไร้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและขาดการถ่วงดุล กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสิ่งนี้เองที่ถือเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ในส่วนของกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้ง 10 คน ที่ยังถูกดำเนินคดีอยู่นั้น อดีตแกนนำพรรคก้าวไกลแสดงความเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยให้เหตุผล 3 ประการคือ ไม่มีความเสียหายร้ายแรง การทำงานของ สส. อยู่ภายใต้กลไกตรวจสอบของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ภารกิจเพื่อประชาชนทั้ง 10 คนมีบทบาทสำคัญในการตรากฎหมายและตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งหากหยุดปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อนจะทำให้กลไกฝ่ายค้านอ่อนแอลงและเงื่อนไขทางกฎหมาย ด้วยจำนวนเพียง 10 คน ไม่สามารถรวมกลุ่มเสนอร่างกฎหมายในลักษณะเดิมซ้ำได้อีก จึงไม่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำ

...

“การให้ทั้ง 10 คนปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย แต่เป็นการพิทักษ์รักษาระบบรัฐสภาและความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อประชาชน ในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม” อดีตแกนนำกล่าวทิ้งท้าย