กมธ. MOU 2543 และ 44 เสวนารับฟังความคิดเห็น ข้อดีข้อเสียยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ แนะรัฐบาลใช้ความรอบคอบในการทำสนธิสัญญากับกัมพูชา ด้าน “คำนูณ”  ย้ำ MOU 43 ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 


วันที่ 23 เม.ย. 2569 นายมงคล   สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง “MOU 2543 และ MOU 2544 : มองอดีต ประเมินปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคตของประเทศไทย”   ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา  วุฒิสภา และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ  มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 


นายมงคล กล่าวตอนหนึ่งว่า ความสำคัญในการทำความเข้าใจประเด็นปัญหาเขตแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นรากฐานจากการกำหนดเส้นเขตแดนสมัยสยาม-ฝรั่งเศส ที่ใช้ของที่หลายชุดไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การปักปันเขตแดนในอดีตกลายเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทชายแดนระหว่าง 2 ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง   อีกทั้งยังมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย  ซึ่งทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิในไหล่ทวีปไม่ตรงกัน จึงเป็นที่มาของการจัดทำ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543)” และ “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544)” เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการเขตแดนและการพัฒนาพื้นที่ทางทะเลร่วมกัน แต่บันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับได้ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติของกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบต่อเส้นเขตแดนและสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ดังนั้น การศึกษาประเด็นดังกล่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รอบด้าน และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หน่วยงานด้านความมั่นคง นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง จึงเชื่อว่าการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับที่มา เนื้อหา เจตนารมณ์ และผลกระทบของบันทึกความเข้าใจดังกล่าว รวมถึงพิจารณาแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ โดยยึดหลักอธิปไตย กฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

...


ด้านนายนพดล อินนา ประธาน กมธ.พิจารณาศึกษาข้อดีและข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา กล่าวว่า ในอดีตได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงประโยชน์ของการคงอยู่ของบันทึก MOU ทั้ง 2 ฉบับ   ดังนั้นคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน รวมถึงลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีแนวชายแดนยาวประมาณ 798 กิโลเมตร โดย MOU 2543 เกี่ยวข้องกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ภายหลังการปักปันเขตแดนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 ซึ่งยังคงมีปัญหามาโดยตลอด โดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่มีหลักเขตชัดเจน และพื้นที่ภูเขาในแนวเทือกเขาพนมดงรักที่ยังมีความซับซ้อน


ส่วน MOU 2544 เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเล ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบในทุกมิติ โดยการสัมมนาในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน เพื่อให้ข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานเสนอวุฒิสภาและรัฐบาลต่อไป

จากนั้นเป็นการอภิปรายเรื่อง “MOU 2543 และ MOU 2544 : มองอดีต ประเมินปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคตของประเทศไทย”  โดยนักวิชาการและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ MOU ทั้ง 2 ฉบับ 

นายคำนูณ   สิทธิสมาน   อดีต สว.  มองว่า MOU 43 ขัดกฎหมายใน 4 ประเด็นคือรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 244 วรรคแรกประกอบมาตรา 3 เนื่องจากการทำสัญญากับต่างประเทศไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี 13 มิถุนายน 2543 เป็นเพียงการรับทราบบันทึกการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 1 และรับทราบบัญชาการนายกรัฐมนตรีให้ไปจัดทำ MOU 43  จากนั้นอีก 1 วันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจึงเดินทางไปลงนาม MOU ฉบับดังกล่าว โดยใช้ระยะเวลา 7 วัน  และการให้ความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเทียบเคียงเท่ากับรัฐมนตรี 1 คน จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบหรือมาจาก ครม. ก่อน และเห็นว่าการลงนามรับทราบไม่ใช่มติคณะรัฐมนตรี  ส่งผลให้ MOU ฉบับดังกล่าวขัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี 2531 ข้อ 7 (8) และขัดมติคณะรัฐมนตรีปี 2535 และขัดกับบันทึกการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 2 ที่ระบุว่าเมื่อมีร่าง JBC แล้วให้ผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบระดับรัฐบาลก่อนจึงจะสามารถลงนามได้  โดยย้ำว่า MOU 2543 เปรียบเสมือนซากศพ ที่ไม่ควรมีรัฐบาลใดปล่อยไว้เพราะจะทำให้เน่าเหม็นไปด้วย และหากรัฐบาลฉบับปัจจุบันที่รับทราบข้อผิดพลาดแล้วไม่ดำเนินการก็จะมีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก


นายสุวันชัย แสงสุขเอี่ยม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ระบุว่าในอดีตการจัดทำแผนที่ปักปันเขตแดนดำเนินการโดยฝรั่งเศส ใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000 โดยไม่ผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม ทั้งสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1094 และ 1907 ที่ปักปันเขตแดน 74 หลัก ร่วมกับการใช้หลักเขตสันปันน้ำโดยใช้ภูมิประเทศเป็นเส้นแบ่ง แต่ที่เกิดปัญหาคือเทือกเขาพนมดงรัก หลักเขตที่ 1 ถึงช่องบก อุบลราชธานี ระยะทาง 196 กิโลเมตร ไม่มีการจัดทำหลักเขตแดน เมื่อระยะเวลาผ่านไปมีการโยกย้ายหรือเขตแดนชำรุดจึงเกิด MOU 2543 เพื่อลดความขัดแย้งชายแดนของประเทศ แต่ก็ยังมีปัญหาขัดแย้งจนนำไปสู่การต่อสู้ 2 ฝ่ายหลายครั้ง แม้จะผ่านการสำรวจหลักเขตแดนมากว่า 26 ปีแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า โดยสำรวจและปักปันแล้วเสร็จเพียง 45 หลัก ขณะที่รัฐธรรมนูญกัมพูชาหากสนธิสัญญาใดละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนจะต้องเป็นโมฆะ และมีการกำหนดการใช้แผนที่ 1 ต่อ 100,000 ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบอัตราส่วนก็จะเท่ากับแผนที่ 1 : 200,000 ดังนั้นข้อตกลงใน MOU 2543 จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยอมรับเนื่องจากขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าไม่ควรที่จะรักษาต่อไป หากปล่อยให้ยังคงเป็นไปตาม MOU ฉบับดังกล่าวจะทำให้ฝ่ายกัมพูชากินพื้นที่ของไทยเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมขอให้รัฐบาลจะต้องมีความรอบคอบรัดกุมในการจัดทำสนธิสัญญากับกัมพูชาให้มากกว่านี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา เนื่องจากพฤติกรรมยั่วยุและบิดเบือนของกัมพูชา และสามารถยกเลิก MOU ฉบับดังกล่าวได้เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามมีการละเมิด MOU อย่างร้ายแรง แต่ต้องแจ้งกัมพูชาล่วงหน้าก่อน 3 เดือน และต้องไม่ให้ JBC ไปเจรจา เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่าการละเมิดดังกล่าวไม่ใช่ความร้ายแรง

ด้านพลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ กรรมการวิสามัญ กล่าวว่า MOU 2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลอ่าวไทย หรือ ปิโตรเคมี โดยแหล่งใหญ่คือแอ่งปัตตานี อยู่กลางอ่าวค่อนมาทางประเทศไทย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน กว่า 10 ล้านล้านบาท ซึ่งได้ให้บริษัทเอกชนเข้าสัมปทานแต่จะต้องชะลอการดำเนินธุรกิจออกไปก่อนจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะตกลงเรื่องเขตแดนได้ ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากติดปัญหาในเรื่องเขตไหล่ทวีป ที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิและออกประกาศกฤษฎีกา 2 ฉบับในปี 2515 เข้ามาล้ำเข้ามาในน่านน้ำภายในไทยระหว่างเกาะกูดกับชายฝั่ง ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และในปี 2516 ไทยได้ประกาศเขตไหล่ทวีปตามประกาศพระบรมราชโองการที่ยึดความเที่ยงตรง โดยขีดเส้นห่างจากเกาะกูดของประเทศไทย และเกาะกงในระยะทางที่เท่ากัน พร้อมเสนอแนะรัฐบาลให้ยกเลิก MOU 44 และ 43 โดยให้กลับไปเจรจาเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลโดยใช้ JBC และ JTC ปี 2538 โดยใช้กรอบปกติคือสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสและกฎหมายทางทะเล ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องกำหนดท่าทีที่ชัดเจนตาม joint statement เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นข้อตกลงหยุดยิงและปิดด่านชายแดน จนกว่าการเจรจาเขตแดนทางบกและทะเลจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ขณะเดียวกันจะต้องเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความขัดแย้งและการใช้อาวุธทางด้านทะเล และมีความเป็นไปได้ที่กัมพูชาจะดึงไทยขึ้นศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเป็นผู้ตัดสิน พร้อมย้ำว่าจะต้องระมัดระวัง “ไอ้โม่ง” ในการเจรจาใดๆ กับทางกัมพูชา


ขณะที่นาวาเอก ผศ.สมาน ได้รายรัมย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ระบุว่าความตกลงระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและประชาชน และการที่กัมพูชาได้ให้สัตยาบรรณอันครอส 1982 เดือนกุมภาพันธ์ 2569 จึงได้ไปศึกษากรณีที่เกิดขึ้นระหว่างฟิลิปปินส์และประเทศจีนที่ยื่นฟ้องข้อพิพาททางทะเลจีนใต้ แม้ศาลจะไม่ได้พิจารณาเขตแดนทางทะเลแต่ส่งผลกระทบต่อเขตแดนทางทะเล ขณะที่ทั้งไทยและกัมพูชาก็มีการประกาศเขตแดนทางทะเล เกิดความลำบากในการเจรจา ซึ่งในการให้สัตยาบรรณของกัมพูชาระบุว่าจะระงับข้อพิพาททางทะเลเมื่อถึงเวลาอันสมควร จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีการนำเรื่องเข้าสู่ศาลทางทะเล โดยกัมพูชามีการประกาศแนวเส้นฐานตรง 3 ครั้งในการสร้างเส้นเขตแดนทางทะเลให้ครอบคลุมตลอดแนวชายฝั่งของไทย ซึ่งการยกเลิก MOU 2564 หรือคงอยู่ก็ไม่มีความคืบหน้า แต่วิธีการเจรจาหรือกำหนดเขตแดนไม่เปลี่ยนแปลง โดยประเทศไทยก็สามารถประกาศเส้นฐานตรงและพิสูจน์ได้ว่าเป็นการดำเนินการที่เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและถูกต้อง โดยพยายามพิสูจน์ว่าฝ่ายกัมพูชาดำเนินการไม่เที่ยงธรรมสำหรับประเทศไทยในเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเล ทั้งนี้ไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อทำให้เส้นเขตแดนของไทยที่มีความเที่ยงธรรมปรากฏผลเป็นรูปธรรมและเกิดการยอมรับของทุกฝ่าย