“พิทักษ์เดช” ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ยื่น 6 ข้อเสนอกู้ชีพชาวสวน จี้รัฐบาลเลิกฟังแบบ “เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา”
วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยระบุว่าขณะนี้เกษตรกรไทยอ่อนแอไร้อำนาจต่อรองแบกต้นทุนหลังอาน พร้อมแสดงความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลที่อาจมองข้ามปัญหาปากท้องของเกษตรกร พร้อมระบุว่าหากไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติจริง อย่าปล่อยให้ปัญหาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาจนสายเกินแก้
นายพิทักษ์เดช ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญคือความผันผวนของราคาพืชผลที่ไม่ได้สัดส่วนกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งปุ๋ย น้ำมัน และการขนส่ง ประกอบกับระบบแจ้งเตือนภัยธรรมชาติที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้เกษตรกรตกอยู่ในสถานะผู้รับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียวและขาดอำนาจในการต่อรองราคา
นายพิทักษ์เดช ยัง ได้หยิบยกสถานการณ์จริงมาฉายภาพให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาตามภูมิประเทศ ว่า
1.สวนผลไม้ ขาดระบบเตือนภัยโรคพืชและหน้าต่างเวลาเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตออกมากระจุกตัวจนราคาล่ม
2.สวนยาง-ปาล์ม เกษตรกรขาดข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุนและการจัดการดิน-น้ำแบบบูรณาการ
3.ระบบคัดแยก รัฐควรสนับสนุนศูนย์รวบรวมและแพ็กผลผลิตผ่านสหกรณ์ แทนการผลักภาระให้ชาวบ้านทำเอง
4.พื้นที่น้ำท่วม ขาดกองทุนฟื้นฟูและแผนพืชทางเลือกที่ชัดเจนหลังน้ำลด
5.ประมงชายฝั่ง ในช่วงมรสุมชาวประมงต้องหยุดงานขาดรายได้ รัฐควรจัดตั้งกองทุนดูแลหรือหาอาชีพเสริมรองรับ
...
เสนอ 6 ข้อเสนอแนะ
จึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการใน 6 ข้อสำคัญ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ประกอบด้วย
1. ตั้งศูนย์เกษตรแม่นยำระดับอำเภอ เป็นจุดบริการข้อมูลฝน น้ำ ราคา และโรคพืชแบบเข้าใจง่าย
2. สหกรณ์จัดการ Traceability ใช้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดการระบบตรวจสอบย้อนกลับแทนรายบุคคล
3. ทำสัญญามาตรฐาน (Model Contract) สร้างพันธสัญญาที่เป็นกลางระหว่างรัฐ-เอกชน-เกษตรกร เพื่อลดข้อพิพาท
4. แพ็กเกจแก้หนี้ควบคู่สินเชื่อ ไม่ใช่แค่ปล่อยกู้ใหม่ แต่ต้องมีมาตรการสะสางหนี้เดิมที่ผูกพันมานาน
5. กำหนด KPI รายจังหวัด วัดผลที่การลดต้นทุน การเพิ่มรายได้สุทธิ และการลดการเผาในพื้นที่
6. ความมั่นคงในที่ดิน เร่งแก้ปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและเชื่อมโยงฐานข้อมูลการปฏิรูปที่ดินทุกหน่วยงาน
ในช่วงท้าย นายพิทักษ์เดช ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “ผมไม่ได้จบด้านการเกษตร ผมจบด้านการค้าการตลาดมา แต่ผมจบมาจากปาก จากมือของพี่น้องเกษตรกรที่ทุกข์ยาก ไร้อำนาจในการต่อรอง และจนลงทุกวัน” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีความจริงใจเหลียวแลเกษตรกรในวันที่พวกเขายังมีกำลังผลิต ไม่ใช่รอให้พังพินาศแล้วค่อยมาตามแก้ทีหลัง เพราะเสียงสะท้อนจากสภาฯ คือความเจ็บปวดที่แท้จริงของประชาชนทั่วประเทศ