“อรรถวิชช์” ชี้ช่องโหว่ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน-บริหารซับซ้อนไร้อำนาจเบ็ดเสร็จ แนะสภาฯ ทบทวนตั้ง กมธ.วิสามัญ หวั่นไทยเสียเปรียบการค้าโลก
วันที่ 22 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวอภิปรายในญัตติที่เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยตั้งข้อสังเกตต่อ “ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ว่ามีความซับซ้อน และยังมีช่องว่างที่อาจกระทบศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้มีความซับซ้อนเกินไป อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ โดยได้ยกตัวอย่างมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่จัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า โดยชี้ว่าผลิตภัณฑ์เดียวกัน เช่น กระป๋องอลูมิเนียม หากผลิตในประเทศที่ใช้พลังงานสะอาดจะเสียภาษีน้อยกว่าประเทศที่ใช้พลังงานผสมอย่างไทย ส่งผลให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงขึ้นในตลาดโลก ยังมีความซับซ้อนเชิงโครงสร้างของกฎหมาย โดยเฉพาะการจัดการ “ภาษีคาร์บอน” ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง ขณะที่หน่วยงานใหม่อย่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อาจไม่มีอำนาจหรือศักยภาพเพียงพอในการบูรณาการข้ามกระทรวง
ขณะที่การซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตแบบ Over-the-counter ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ต้องใช้ RECs (Renewable Energy Certificates) หรือใบรับรองการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป ขณะที่ไทยยังขาดความเข้าใจในโครงสร้างตลาด RECs ที่เป็นมาตรฐานสากล
...
นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวอีกว่า ในองค์กรใหญ่ๆ เช่น บริษัทมหาชนจะใช้ตัวชี้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเกณฑ์สำคัญ โดยแบ่งเป็น 3 Scope รวมกันเป็นคะแนนด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ เช่น โรงแรมขนาดใหญ่ในไทย หากไม่ได้การรับรองเป็น “Green Hotel” อาจสูญเสียลูกค้าต่างชาติ เนื่องจากกระทบต่อคะแนนของบริษัทคู่ค้าในต่างประเทศ
พร้อมเสนอให้ทั้งวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากกฎหมายเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและมีความซับซ้อนสูง หากไม่ดำเนินการอย่างรอบคอบ อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างประเทศ พร้อมเสนอว่า หากไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็ควรให้คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระหลัก เพื่อป้องกันการสูญเสียศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในเวทีโลก