“อรรถกร” กระทุ้งรัฐบาลเร่งรับมือ “ภาวะโลกเดือด” ชี้อุณหภูมิพุ่งกระทบสุขภาพ-แรงงาน-คุณภาพชีวิตคนไทย ด้าน “อรทัย” สะท้อนปัญหาภูเก็ต ขยะล้นก่อก๊าซเรือนกระจก-หาดทรายแก้วเสี่ยงหายจากการกัดเซาะ


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติขอให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อย่างเป็นระบบ โดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะโลกเดือด ที่ส่งผลกระทบในหลายมิติอย่างชัดเจน แต่ยังไม่เห็นแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะปรากฏการณ์เมืองร้อน (Urban Heat) และความเหลื่อมล้ำในการรับมือความร้อนของประชาชนแต่ละกลุ่ม ซึ่งในอดีตกลางวันอาจร้อนแต่กลางคืนจะเย็นลง ทว่าในปัจจุบันกลางคืนกลับยังคงร้อน ทำให้ความร้อนสะสมยาวนานขึ้น


นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ข้อมูลจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ว่า อุณหภูมิในเมืองเพิ่มขึ้นประมาณ 1-3 องศาเซลเซียสในช่วงกลางวัน และเพิ่มสูงถึง 5-10 องศาเซลเซียสในช่วงกลางคืน ส่งผลให้ประชาชนพักผ่อนไม่เพียงพอ กระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตโดยตรง นอกจากนี้ โครงสร้างเมืองที่เน้นคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างยังทำให้เกิดการสะสมความร้อน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความร้อนได้ ต่างจากผู้มีรายได้สูงที่สามารถใช้เครื่องปรับอากาศหรือพื้นที่ปิดเพื่อบรรเทาอุณหภูมิได้


นายอรรถกร ยังกล่าวถึงผลกระทบในภาคแรงงาน โดยอ้างข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่า ความร้อนทำให้ชั่วโมงการทำงานลดลงมากกว่า 2% และประสิทธิภาพการทำงานลดลงกว่า 20% ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน ปัญหาสุขภาพจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจะยิ่งซ้ำเติมประสิทธิภาพแรงงานในระยะยาว จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การดูแลสุขภาพประชาชน การรับมือประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลงโดยไม่กระทบการจ้างงาน และการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงผู้มีรายได้น้อย

...


“ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการคิดแก้ปัญหา ผลกระทบต่าง ๆ และแผนในอนาคต ควรจะเป็นเช่นไรในการที่จะลดสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนที่มากับแดดและความร้อน” นายอรรถกร กล่าว


ด้าน น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม กล่าวอภิปรายว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นทั้งผู้ก่อและผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยยก 2 ประเด็นสำคัญคือ ปัญหาบ่อฝังกลบขยะ และการกัดเซาะชายฝั่งหาดทรายแก้วบ่อฝังกลบขยะของจังหวัดภูเก็ตที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2538 สามารถรองรับขยะได้เพียง 700 ตันต่อวัน ขณะที่ปริมาณขยะจริงอยู่ที่ 1,300-1,500 ตันต่อวัน ส่งผลให้เกิดขยะสะสมกว่า 1.2 ล้านตัน โดย 60% เป็นขยะอินทรีย์ที่ปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า อีกทั้งยังเกิดเหตุไฟไหม้บ่อขยะก่อนช่วงสงกรานต์ ซึ่งคาดว่าเกิดจากก๊าซสะสม ส่งผลให้ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่บรรยากาศอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

นอกจากนี้ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งหาดทรายแก้วมีความรุนแรง โดยมีอัตราการกัดเซาะเฉลี่ย 2.64-2.87 เมตรต่อปี และเคยเกิดการกัดเซาะรุนแรงถึง 7.3 เมตรในครั้งเดียว ส่งผลให้ต้นสนล้มและน้ำทะเลท่วมถนน ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้มีการแก้ไขด้วยการสร้างแนวไม้ดักทราย แต่ยังไม่มีความยั่งยืน เนื่องจากถูกคลื่นซัดเสียหาย จึงเสนอให้ศึกษาการใช้โครงสร้าง Tetrapod เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง โดยต้องพิจารณาความเหมาะสมต่อระบบนิเวศ

“ญัตติครั้งนี้ไม่ควรเป็นเพียงการศึกษาเพื่อป้องกัน แต่ต้องครอบคลุมแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตในระยะยาว” น.ส.อรทัย กล่าว