“สุรเดช” ไทยสร้างไทย แนะรัฐบาล คิดรอบคอบ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ไม่ใช่คำตอบ ชง โมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค เชื่อ แก้จน-ดันตลาดทุน-เพิ่ม GDP ประชาชน


วันที่ 22 เม.ย. 2569 นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) และประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจพรรค กล่าวถึงกรณีรัฐบาลส่งสัญญาณขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทยจากระดับร้อยละ 70 ไปสู่ร้อยละ 75 เพื่อเปิดทางให้รัฐสามารถกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท ว่า แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว ตนมองว่า การกู้เงินในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในลักษณะการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านระบบงบประมาณแบบเดิม ซึ่งไม่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง และยังทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไม่ได้กระจายลงสู่ภูมิภาค


“ประเทศไทยเคยมีเพดานหนี้ที่ 60% ก่อนจะขยับเป็น 70% ในช่วงโควิด วันนี้กำลังจะเต็มเพดานอีกครั้ง และกำลังพูดถึงการขยายเป็น 75% เพื่อกู้เงินเพิ่ม แต่คำถามคือ เราจะกู้ไปทำอะไร และได้ผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ แม้การขยายเพดานหนี้จะทำให้รัฐสามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกประมาณ 500,000 ล้านบาท หรืออาจสูงกว่านั้น แต่หากยังใช้กลไกเดิม โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็จะยังไม่เปลี่ยน และปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะยังคงอยู่“ 

“โมเดล 3 in 1”

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอแนวทางใหม่ในลักษณะ “โมเดล 3 in 1” ซึ่งมุ่งสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในหลายมิติพร้อมกัน โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเติมของรัฐ โมเดลนี้ เป็นการนำโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วมาพัฒนาให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ในระดับพื้นที่ โดยรัฐทำหน้าที่สนับสนุนเชิงโครงสร้าง เช่น การใช้ที่ดินของรัฐ และการร่วมลงทุนผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้โครงการสามารถระดมทุนจากภายนอกได้ แนวคิดนี้ ไม่ใช่การใช้งบประมาณแบบเดิม แต่เป็นการใช้บทบาทของรัฐในการปลดล็อกเงินลงทุนจากภายนอกให้ไหลลงสู่ท้องถิ่นและภูมิภาค

...

เสนอพื้นที่นำร่องภายใน 1 ปี

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า โมเดลนี้ มีเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน คือ การสร้างโอกาสให้ประชาชนรายได้น้อยสามารถเข้าถึงการลงทุน การเพิ่มสินทรัพย์ใหม่ให้ตลาดทุน และการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับจังหวัดให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ข้อเสนอมีแผนเริ่มต้นจากจังหวัดขอนแก่นเป็นพื้นที่นำร่องภายใน 1 ปี ก่อนขยายไปยังจังหวัดขนาดใหญ่อื่น ๆ อีกประมาณ 10 จังหวัดภายใน 2 ปี ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าเรายังใช้วิธีเดิม เงินก็จะวนอยู่ในระบบเดิม แต่ถ้าเราเปิดโมเดลใหม่ เม็ดเงินจะลงไปสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่จริง ๆ และทำให้แต่ละจังหวัดมีศักยภาพในการพัฒนาตัวเอง

“ผมขอย้ำว่า ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงการกู้เงิน หรือไม่กู้เงิน แต่ควรเปิดโอกาสให้มีการทดลองแนวทางใหม่ควบคู่กันไป โดยเฉพาะโมเดลที่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้โดยไม่เพิ่มภาระหนี้ในระยะยาว“