“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท ครม. ไฟเขียวยุทธศาสตร์งบประมาณ ไม่ยึดฐานงบเดิม มุ่งเป้า ฟื้นฟูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโลก รองรับสถานการณ์ประเทศ ดูแลปากท้องประชาชนเป็นหลัก


วันที่ 21 เม.ย. 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยยืนยันว่าแม้รัฐบาลจะเข้ามาบริหารประเทศในช่วงรอยต่อ แต่การจัดทำปฏิทินงบประมาณจะเป็นไปตามแผนงานและสามารถเบิกใช้ได้ทันในวันที่ 1 ต.ค. 2569 อย่างแน่นอน โดยนับจากนี้จนถึงวันที่ 1 พ.ค.2569 จะเป็นช่วงที่หน่วยรับงบประมาณเสนอคำขอเข้ามายังสำนักงบประมาณ ซึ่งจะมีการพิจารณาปรับลดให้อยู่ภายใต้เพดานวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 เดือน ก่อนจะเสนอ ครม. อนุมัติรายละเอียดโครงการในวันที่ 2 มิ.ย.2569 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 1 ในวันที่ 1-3 ก.ค. โดยสภาฯ จะใช้เวลาพิจารณาแปรญัตติประมาณ 70 วัน เช่นปกติ ก่อนจะเข้าสู่วาระ 2-3 ในช่วงต้นเดือนก.ย. และส่งต่อให้วุฒิสภาในช่วงวันที่ 10-11 ก.ย. เพื่อนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป


สำหรับประเด็นที่จะมีการจัดทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณประจำปี 2569 จะดำเนินการแน่นอนเพื่อเร่งนำเงินมาเยียวยาประชาชนจากผลกระทบสงคราม แต่ต้องมีการวางกลยุทธ์เพื่อไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 140 เพราะหากเราโอนงบประมาณตอนนี้ เงินจำนวน 50,000-60,000 ล้านบาทที่ได้มา จะต้องถูกนำไปชดใช้เงินคงคลังที่ค้างอยู่กว่า 70,000 ล้านบาทซึ่งเป็นภาระงบประมาณจากปี 2568 ก่อน รัฐบาลจึงตัดสินใจจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หลังจากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ผ่าน ครม. ในวันที่ 2 มิ.ย.2569 เพื่อตั้งงบชดใช้เงินคงคลังในงบปี 2570 แทน ทำให้เหลือเงินจากการโอนงบมาเยียวยาประชาชนได้จริง

...


นายภราดร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ จึงต้องยึดหลักความคุ้มค่า และเป็นการทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) จะไม่ยึดฐานงบเดิมเป็นตัวตั้ง แต่ต้องตอบโจทย์ 3 ข้อคือ สถานการณ์โลก สถานการณ์ประเทศปากท้อง และการเยียวยาประชาชน


“มาตรการรัดเข็มขัด ประกอบด้วย ให้เสนอคำของบประมาณ เพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20% จากกรอบเดิมเพื่อความรวดเร็วในการกลั่นกรอง เช่นเคยได้รับ 100 บาท ให้ขอได้ไม่เกิน 120 บาท ไม่ใช่แบบเดิมที่มีงบประมาณ 3 ล้านล้านแต่ขอกันมา 5 ล้านล้านบาท ให้ชะลอการสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 1-2 ปี ให้ใช้การเช่าหรือ PPP แทน ไม่อนุญาตให้ข้าราชการไปดูงานต่างประเทศเพื่อประหยัดงบ หากจำเป็นต้องประชุมให้จำกัดคนน้อยที่สุด นอกจากนี้ให้งดงบกลุ่มจังหวัดชั่วคราว ส่วนงบจังหวัดให้ตัดโครงการซ้ำซ้อนอย่างถนนและแหล่งน้ำ โดยมุ่งเน้นเฉพาะการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน คาดว่าจะปรับลดงบส่วนนี้จากกว่า 20,000 ล้านบาท เหลือเพียง 4,000 ล้านบาท ประหยัดไปได้ถึง 20,000 ล้านบาท และเปลี่ยนรถราชการเป็นรถ EV ทั้งหมด และติดตั้ง Solar Roof ในอาคารรัฐ โดยเปิดช่องให้เจรจาคู่สัญญาเดิมเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด”

นายภราดร กล่าวต่อไปว่า สำหรับงบประมาณที่ประหยัดได้ รัฐบาลจะไม่นำไปเก็บไว้ในงบกลาง แต่จะโอนไปใส่ในโครงการเยียวยาประชาชนเป็นลำดับแรก ภายใต้ร่มใหญ่ที่ชื่อว่าไทยช่วยไทย ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน รวมถึงโครงการปุ๋ยราคาถูก ลดดอกเบี้ยเกษตรกร ธงฟ้าราคาประหยัด และโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ตั้งเป้าผู้ร่วมโครงการ 20-30 ล้านคน โดยจะได้ไม่ต่ำกว่าเดิมที่ได้คนละ 2,000 บาท ซึ่งจากกรอบวงเงินงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท เมื่อหักรายจ่ายประจำแล้ว รัฐบาลจะมีช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับขับเคลื่อนนโยบายจริง 700,000 - 800,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาทุกข์ประชาชนในช่วงวิกฤตนี้แน่นอน