ครม. เห็นชอบมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน สรุปผลใน 30 วัน ก่อนชง ครม. นัดถัดไป พร้อมเห็นชอบตั้งกองทุน “สงเคราะห์ – ฟื้นฟู” ผู้ประสบสาธารณภัย
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับสินบน ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอใน 8 ประเด็น ดังนี้
1.เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
2.ส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินคดีทุจริต
3.เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
4.กำหนดนโยบายเร่งรัดผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย
5.ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงทุจริต การรับและให้สินบน
6.พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต
7.ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนในการต่อต้านการให้สินบน
8.รณรงค์เสริมสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ การปลูกฝังจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริต การรับและให้สินบน
นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็น “หน่วยงานหลัก” ในการขับเคลื่อน โดยให้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน
รวมทั้ง ให้สำนักงาน ป.ป.ท. สรุปผลการพิจารณาและผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เพื่อนำเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว สามารถช่วยแก้ปัญหาในรูปแบบของการรับและให้สินบนที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้
ไฟเขียว ตั้งกองทุน “สงเคราะห์ – ฟื้นฟู” ผู้ประสบสาธารณภัย
ขณะเดียวกันที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด
เนื่องจาก พ.ร.บ. ดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า ตั้งแต่ปี 2546–2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 1.23 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้านบาท โดยปี 2569 ใช้งบสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนฯนี้ เพื่อจะทำให้ “มีแหล่งเงิน” การสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยที่แน่นอน เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งจะเป็น “หลักประกัน” ความต่อเนื่องด้านการคลัง การดำเนินการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา มุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน ได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม