“วราวุธ” ดัน 40 สินค้ามาตรฐาน มอก. ช่วยประหยัดพลังงาน จ่อชง ครม. ทบทวนเยียวยาอ้อยสดช่วยเกษตรกร พร้อมสั่งเข้มความปลอดภัยโรงงานรับมือฤดูร้อน หลังเกิดเพลิงไหม้บ่อย


เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งขับเคลื่อนมาตรฐาน มอก. ด้านประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าคุณภาพ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน

นายวราวุธ กล่าวว่า ข้อมูลจาก สมอ.พบว่ามีกำหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานแล้ว 40 มาตรฐาน แบ่งเป็นมาตรฐานบังคับ 5 รายการ และมาตรฐานทั่วไป 35 รายการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ, หม้อหุงข้าว และเครื่องเชื่อมไฟฟ้า รวมทั้งหลอดไฟ อุปกรณ์ส่องสว่าง วัสดุก่อสร้าง กลุ่มยานยนต์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถไฮบริด และผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ฟิล์มติดกระจก และฉนวนกันความร้อน

“กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สมอ.ยังอัดฉีดมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม เพื่อจูงใจผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าประหยัดพลังงาน ขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาต 119 ราย รวม 235 ฉบับ ส่วนอีกมาตรการใหม่ “เพิ่มแต้มต่อ” ในจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทาง สมอ.กำลังหารือกับกรมบัญชีกลาง เพื่อผลักดันให้สินค้าที่มี มอก. ประหยัดพลังงานได้สิทธิเป็น “ตัวเลือกแรก” ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ตามระเบียบกระทรวงการคลังปี 2560 ซึ่งจะช่วยขยายตลาดสินค้าประหยัดพลังงานให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด”

...

ขณะเดียวกัน ยังยกระดับโรงงานด้วยมาตรฐานสากล ISO 50001 ซึ่ง สมอ. กำหนดมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานอีก 15 มาตรฐาน เช่น มอก. 50001 (ISO 50001) เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมนำไปใช้บริหารจัดการพลังงานภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่ได้รับการรับรองแล้วกว่า 70 แห่ง


 จ่อชง ครม.ทบทวนเยียวยาอ้อยสด ช่วยเกษตรกรเพิ่ม 4.6 พันราย

นายวราวุธ ยังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเสนอทบทวนมติ ครม. เมื่อ 17 มิถุนายน 2568 เพื่อขยายความช่วยเหลือชาวไร่อ้อย จากเดิมที่อนุมัติเฉพาะกลุ่ม อ้อยสดคุณภาพดี 100% ในกรอบวงเงินรวม 5,175 ล้านบาท

นายวราวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันจ่ายเงินกลุ่มแรกเสร็จสิ้นแล้ว 1.26 แสนราย เป็นเงิน 4,687 ล้านบาท คงเหลือเงิน 487 ล้านบาท ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรม จึงขออนุมัติจ่ายเงินเพิ่มเติมให้เกษตรกรอีก 4,667 คู่สัญญา ปริมาณอ้อย 6.91 ล้านตัน แบ่งเป็น

กลุ่มแรก ชาวไร่อ้อยที่ไม่มีอ้อยเผาแต่มีสิ่งปนเปื้อน (ไม่เกิน 5%) ให้หักส่วนเกินออกและจ่ายเฉพาะส่วนดี กลุ่มนี้ครอบคลุม 1,053 คู่สัญญา ปริมาณอ้อย 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท

ส่วนกลุ่ม 2 เกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% ให้ โรงงานผลิตเอทานอล จำนวน 3,505 คู่สัญญา วงเงินช่วยเหลือกลุ่มเอทานอลอยู่ที่ 62.34 ล้านบาท ปริมาณอ้อย 9 แสนกว่าตัน

และกลุ่มที่ 3 เกษตรกรส่งอ้อยสด 100% ให้ โรงงานน้ำตาลทรายแดง 109 คู่สัญญา วงเงิน 3.61 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินเพิ่มเติม 477.04 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในกรอบวงเงินเดิมที่ ครม. เคยอนุมัติไว้ จะเร่งเสนอเข้า ครม. โดยเร็ว


สั่ง กรอ. คุมเข้มความปลอดภัยโรงงานรับมือฤดูร้อน

นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังกล่าวถึงกรณีเหตุเพลิงไหม้โรงงานในช่วงฤดูร้อนบ่อยครั้งว่า กำชับนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ยกระดับมาตรการความปลอดภัยและเฝ้าระวังเชิงรุกทั่วประเทศ โดย 3 มาตรการหลักที่ต้องนำมาใช้อย่างเข้มข้น เพื่อลดความสูญเสีย บางส่วนดำเนินการไปแล้ว เช่น ออกหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการ และสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นประจำปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด 11 มีนาคม ที่ผ่านมา

สำหรับมาตรการเชิงรุกที่สำคัญ กรอ.ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เน้นกลุ่มโรงงานพลาสติก กระดาษ สี และยางรถยนต์ จะต้องฝึกอบรมเข้มออนไลน์ทุกเดือน และลงพื้นที่ฝึกซ้อมแผนความปลอดภัยในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ตั้งเป้าผู้เข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่า 6,000 รายต่อปี

“มาตรการสุดท้ายข้อบังคับตามกฎหมาย ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม 2552 กำชับให้โรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ติดตั้งระบบตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติในจุดเสี่ยง ต้องมีถังดับเพลิงขนาด 4.5 กก. เพียงพอต่อพื้นที่ ส่วนคลังสินค้าพื้นที่ 1,000 ตร.ม. ขึ้นไป หรือพื้นที่เก็บวัตถุไวไฟ 14 ตร.ม. ขึ้นไป ต้องติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (Sprinkler) ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

ทั้งนี้ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดไฟไหม้ในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ 1 พระนครศรีอยุธยา และโกดังโรงงานผลิตแว่นตาที่ถนนสาย 340 อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี