“สีหศักดิ์” ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 เน้นเชิงรุก-มียุทธศาสตร์รับมือโลกไร้ระเบียบ ชี้ “ไทย” วางตัวพอดีกับวิกฤตตะวันออกกลาง เผยยังมีเรือสินค้าของไทย ติดช่องแคบฮอร์มุซ อีก 6 ลำ 


เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแสดงวิสัยทัศน์นโยบายการต่างประเทศว่า ตนเองเข้ามารับหน้าที่ในช่วงที่มีปัญหาในกัมพูชา และหลังเสร็จภารกิจก็คิดว่าจะกลับไปใช้ชีวิตหลังเกษียณ ไม่คิดว่าจะได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งนี้อีกครั้งและมีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้พูดคุยกับทุกคน เพราะงานต่างประเทศของประเทศไทยในช่วงที่โลกกำลังวุ่นวาย ไร้ระเบียบ ถ้าไม่รู้จะไปทางไหนก็มีแต่ความท้าทายไปหมดและคิดว่าการต่างประเทศที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าอาจจะไม่ได้ Proactive เท่าที่ควร สืบเนื่องจากความไม่นิ่งของการเมืองภายใน การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล การเปลี่ยนผู้นำ รวมถึงเศรษฐกิจของเราก็ไม่ดี แต่คิดว่าการที่รัฐบาลนี้ได้รับการเลือกตั้งด้วยจำนวนเสียงในสภาที่ค่อนข้างจะมีความมั่นคง เป็นโอกาสที่ดีที่จะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และมีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและด้วยเสถียรภาพทางการเมืองที่มีอยู่ โอกาสที่สำคัญมากที่เราจะดำเนินการทูตเชิงรุก

 โดยการทูตเชิงรุกในความหมายของตนเอง คือ 1. ต้องเป็นการทูตที่มียุทธศาสตร์ (Strategic) เราไม่จัดการปัญหาแบบวันต่อวัน โดยไม่มียุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน ไปสู่เป้าหมายอะไร

2. สถานการณ์ที่ผันแปร เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วทันท่วงทีด้านการต่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญ เช่น กรณีตะวันออกกลาง เมื่อเกิดเหตุการณ์ กระทรวงการต่างประเทศมีการจัดตั้งวอร์รูมทันที เพื่อติดตามสถานการณ์ให้รู้ว่าผลกระทบมีอะไรบ้าง รวมถึงดูแลความปลอดภัยของคนไทย และเรามอนิเตอร์วันต่อวันตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นความรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

...

3. ความเป็นเอกภาพ (Diplomacy) ในเชิงนโยบาย เพราะนโยบายในเชิงการต่างประเทศบางครั้งไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่คาบเกี่ยวกับหลายกระทรวง เช่น กรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศกับฝ่ายทหารต้องมีนโยบายที่เป็นเอกภาพ นอกจากนโยบายที่เป็นเอกภาพแล้ว การทำงานก็ต้องเป็นเอกภาพด้วย ซึ่งตนเน้นในเรื่องของทีมไทยแลนด์

4. ในยุคประชาธิปไตยต้องมีการสื่อสาร เพื่อบอกว่าสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศทำคืออะไร ต้องโปร่งใสและให้ประชาชนเข้าใจว่าสิ่งที่ทำเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร นี่เป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศที่มองไปข้างหน้าและเชิงรุก

ย้ำโลกความจริงไม่สวยอย่างคิด

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในความเป็นจริงโลกไม่ได้สวยอย่างที่คิด การเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเจอปัญหาแต่ละวันที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ในขณะเดียวกันจะทำอย่างไรให้เราไม่ลืมเป้าหมายและเข็มทิศว่าสิ่งที่เราต้องการในระยะยาวคืออะไร ไม่ใช่ว่าพอเจอเหตุการณ์เราไปซ้ายที ขวาที และลืมเป้าหมายทิศทางของการต่างประเทศ หากถามว่าอะไรคือความท้าทายเร่งด่วนสำหรับการต่างประเทศของไทย อาจจะเป็นการวัดศักยภาพของกระทรวงการต่างประเทศด้วย

ปัญหาแรกคือปัญหาไทย-กัมพูชา เรามีการหยุดยิง แต่ประเด็นคือเราจะข้ามความขัดแย้งได้อย่างไร ในที่สุดเราต้องอยู่ร่วมกันกับกัมพูชา จากสัญญาณที่เขาส่งมา เขายังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับฝ่ายไทยอย่างจริงจัง เขาใช้วิธีการต่าง ๆ ในการกดดันสร้างความได้เปรียบ แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาพร้อม เราก็พร้อมด้วย จึงหวังว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้ เราต้องอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และเราจะพยายามต่อไป

จุดยืนวางตัวพอดี

ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลาง มีคนถามตนเองว่า ประเทศไทยไม่มีท่าทีต่อเรื่องนี้หรือ ซึ่งเรื่องนี้เราต้องระวังอย่างมาก เราต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของเราเป็นอย่างไร ต้องรู้สถานะของเราว่าอยู่ตรงไหน เราต้องไม่เยอะเกินไป และก็ไม่น้อยเกินไป เราต้องทำให้พอดี และสิ่งที่ตนเองแถลงตลอดเวลาชัดเจนว่า เราไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ และไม่ควรจะเกิดขึ้น เราต้องยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ แต่หากจะให้ประเทศไทยประณาม เราก็ต้องระมัดระวังผลประโยชน์ เพราะเราไม่ได้เป็นคู่กรณี แต่เราเป็นห่วงความปลอดภัยของคนไทย เรายังต้องเอาผลประโยชน์ของไทยเราเป็นที่ตั้ง

“ขณะนี้ยังมีเรือสินค้าของไทยติดที่ช่องแคบฮอร์มุซ อีก 6 ลำ เป็นปุ๋ยปิโตรเลียม และก๊าซ” นายสีหศักดิ์ กล่าวและว่า

จุดยืนต้องไม่เลือกข้าง

ท้ายที่สุดแล้วการต่างประเทศ คือ ผลประโยชน์ และความมั่นคง แต่ความมั่นคงนั้นมีหลายมิติ เราต้องเข้าใจว่าเราต้องการอะไร ถ้าเราไม่มีความมั่นคงชายแดน เราก็ต้องพะวงตลอดเวลา ซึ่งความมั่นคงชายแดนหมายความว่า ชายแดนต้องปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และความมั่นคงที่ดีที่สุด คือ ความเชื่อมโยง การพัฒนาก้าวหน้าร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราต้องอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านตลอดไป ถ้าเขาก้าวหน้ามั่นคง เราก็ต้องก้าวหน้าอย่างมั่นคง แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ขณะที่การแข่งขันของประเทศมหาอำนาจ เราต้องไม่เลือกข้าง แต่เราต้องรักษาจุดยืน เราต้องพยายามนำขั้วต่าง ๆ เข้ามาเสริมสร้างสันติภาพ หากยิ่งมากก็ยิ่งดี เราจะได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น และที่สำคัญแกนนำของอาเซียน ซึ่งประเทศไทยต้องมีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนด้วย

ให้รู้สึกการตปท.มีความหมาย

สำหรับการต่างประเทศต้องยึดกับประชาชน เพื่อทำให้รู้สึกว่าการต่างประเทศนั้นมีความหมายอย่างไร ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งเรียกว่า การทูตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ความมั่นคงของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ความมั่นคงของรัฐ แต่หลายปัญหากระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง เช่น โรคระบาด ภัยพิบัติ อาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม ซึ่งความมั่นคงของมนุษย์ถือเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ทางการทูต

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การทูตต่างประเทศ ต้องมีความหมายกับประชาชน ประชาชนต้องจับต้องได้ แต่เราก็ต้องไปไกลกว่านั้น คือ การทูตที่มีอิมแพ็คในเวทีโลก ที่ต้องมองไกลกว่าประเทศไทย โดยเราจะช่วยประชาคมโลกอย่างไรให้ดีขึ้น เพื่อคนรุ่นหลัง สิ่งแรกที่เห็น คือ เราต้องช่วยประชาคมโลกภายใต้ระเบียบกติกา เราต้องสร้างระเบียบโลกใหม่ ที่ไม่ใช่ประเทศใหญ่เป็นใหญ่อย่างเดียว แต่ประเทศเล็กมีสิทธิ์ด้วย เราจะต้องสร้างระเบียบโลกที่สามารถตอบสนองความท้าทายที่เผชิญร่วมกัน

อยู่ในเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี

สิ่งที่พูดมาทั้งหมดคือ การทูต 2.0 การทูตที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภาคประชาชน ซึ่งผลประโยชน์เราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องไปที่นั่น แล้วเราต้องไปไกลด้วยตัวเราเอง ต้องไม่ยึดติดกับผลประโยชน์จากประชาคมโลก ถ้าเราอยากเป็นประเทศที่ยืนอยู่ในเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี เราต้องทำประเทศไทยให้ไกลไปกว่าประเทศไทย ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนที่เรียกว่าทีมไทยแลนด์