เสวนา “ฟ้าใหม่ Forum” นักวิชาการด้านน้ำเสนอแผนรับมือความผันผวนสภาพภูมิอากาศ แนะบริหารจัดการกรุงเทพมหานครออกเป็น 6 โซน ก้าวข้ามจาก “เมืองระบายน้ำ” ไปสู่ “เมืองที่ปรับตัวได้”
วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดเสวนา “ฟ้าใหม่ Forum”…เวทีเสวนาทุกปัญหา กทม. ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ? โดยพบกับปัญหาเรื่องแรกของ กทม. “น้ำท่วม” จากน้ำท่วมขัง สู่เมืองที่กำลังจม เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำของประเทศไทย 2 คน จาก ม.เกษตรศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการด้านบริหารจัดการน้ำ และอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ และรศ.ดร.กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ สถาปนิกระบบธรรมาภิบาลทรัพยากรน้ำไทย และอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ โดยมีนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนาครั้งนี้
รศ.ดร.กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ สถาปนิกระบบธรรมาภิบาลทรัพยากรน้ำไทยและอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวในวงเสวนาว่า การปรับตัวสู่การบริหารจัดการน้ำเชิงระบบและยั่งยืน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศในกรุงเทพมหานครและลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อรับมือกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก ควรยึดจาก
1. บริบทและภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ความไม่แน่นอนของน้ำ ซึ่งรูปแบบการตกของฝนเปลี่ยนไป เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วถี่ขึ้น และจังหวะเวลาของน้ำไม่แน่นอน (เช่น น้ำมาเร็ว/ช้า หรือปริมาณมากเป็นก้อนใหญ่) ทำให้การคาดการณ์แบบเดิมใช้ไม่ได้ การไหลของน้ำแบบไม่คงที่ (Unsteady Flow) ซึ่งระบบวิศวกรรมแบบเดิมที่อ้างอิง “steady flow” ไม่เพียงพอ ต้องใช้การวิเคราะห์แบบ “unsteady flow” ที่ซับซ้อนขึ้น อาจเกิดภาวะภัยแล้งสลับกับน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่เดียวกัน และจากการเสื่อมโทรมของทรัพยากร ทำให้พื้นที่รับน้ำธรรมชาติลดลง ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ทำให้เกิดภาวะ “water banking” คือความต้องการใช้น้ำเกินกว่าทรัพยากรที่มี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของเมืองโดยตรง
...
2. การเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างอย่างเดี่ยวสู่ธรรมาภิบาลเชิงระบบ (Systemic Governance) ได้แก่ ข้อจำกัดของแนวคิดเดิม ซึ่งการมุ่งเน้นแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (ขุดคลอง, สูบน้ำ) ไม่เพียงพอ หากไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูล การตัดสินใจ และการปฏิบัติงานร่วมกันทั้งระบบ ซึ่งมีบทเรียนจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ (“Room for the River”), จีน (“Sponge City”), ออสเตรเลีย (“Water Sensitive Design”) ได้ปรับเปลี่ยนไปใช้แนวคิดการจัดการน้ำเชิงระบบแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมองเป็น “โครงการเดี่ยว” ไปสู่การมองเป็น “ระบบ” ที่มีการทำงานร่วมกัน
3. การจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ กรุงเทพฯ เป็นจุดบรรจบ 3 แรง: น้ำเหนือที่ไหลลงมา, ฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯ เอง, และน้ำทะเลหนุนสูง ความซับซ้อนของการไหล ซึ่งน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างไม่ได้ไหลด้วยแรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการจังหวะเวลาที่แม่นยำ
โครงการใหญ่ ไร้การซักซ้อม
รศ.ดร.กอบเกียรติ กล่าวด้วยว่า ข้อกังวลต่อโครงการโครงสร้างขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น คลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร ที่จะแล้วเสร็จใน 2 ปี ควรมีการซักซ้อมการบริหารจัดการน้ำในหลายสถานการณ์ร่วมกันอย่างจริงจังก่อนเริ่มใช้งานจริง จึงเสนอให้ทบทวนแผนแม่บทลุ่มน้ำ ซึ่งเสนอให้ชะลอโครงการน้ำขนาดใหญ่หลายแสนล้านบาท (ทั้งแผนเก่าและแผนใหม่) สัก 1-2 ปี เพื่อทบทวนและเปรียบเทียบทางเลือกต่างๆ อย่างรอบคอบ โดยพิจารณาทั้งระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ตอนบนและตอนล่าง) เป็นภาพรวม ภายใต้บริบทและเกณฑ์การออกแบบใหม่
4. แนวคิด “กรุงเทพมหานคร: เมืองที่ปรับตัวได้” (Adaptive City) ได้แก่ จุดแข็งและช่องว่างในปัจจุบัน เนื่องจากกรุงเทพฯ มีโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิบัติงานที่ดีขึ้น แต่ยังมีช่องว่างเรื่องการบริหารจัดการที่แยกส่วน, การขาดระบบเตือนภัยและการตอบสนองที่พร้อมเพรียง, และพื้นที่รับน้ำธรรมชาติที่ลดลง ดังนั้นจึงต้องก้าวข้ามจาก “เมืองระบายน้ำ” ไปสู่ “เมืองที่ปรับตัวได้” ที่สามารถรับมือได้ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง
รศ.ดร.กอบเกียรติ กล่าวด้วยว่า แนวทางแก้ไข ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว, พื้นที่รับน้ำ, และระบบธรรมชาติเพื่อชะลอและซึมซับน้ำ และการมีระบบการตัดสินใจที่ดี เพื่อบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้ โดยแบ่งโซนตามความเสี่ยงและหน้าที่ โดยแบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 6 โซน โดยพิจารณาจากความเสี่ยง (เช่น น้ำท่วม, น้ำหลาก) และหน้าที่ที่เหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ (เช่น การเก็บกัก, การกระจาย, การซึมซับ, การปกป้อง) สำหรับ 3 โซนสำหรับการดำเนินการเร่งด่วนที่ควรดำเนินการทำ ประกอบด้วย
1. กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก (มีนบุรี, คลองสามวา, ลาดกระบัง) ซึ่งเน้นทำหน้าที่เก็บกักและกระจายน้ำ (retention & distribution)
2. กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก (ทวีวัฒนา, บางแค, ภาษีเจริญ) เน้นทำหน้าที่ซึมซับน้ำ (percolation)
3. กรุงเทพฯ ตอนเหนือ (คลองเปรมประชากร, รังสิต) จัดการในฐานะคอขวดสำคัญในการระบายน้ำ
นอกจากนี้ รศ.ดร.กอบเกียรติ ยังเสนอวิสัยทัศน์ด้วยว่า กรุงเทพมหานครมีศักยภาพที่จะเป็นต้นแบบของเมืองที่ปรับตัวได้ สำหรับเมืองอื่นๆ ในเขตมรสุมทั่วโลก โดยเปลี่ยนจากการเป็นเมืองที่คอยแก้ปัญหาน้ำท่วม ไปสู่เมืองที่มีความหวังและยั่งยืน แต่ต้องเลิกใช้สูตรเดิม เพราะรูปแบบน้ำท่วมและสภาพอากาศไม่มีความตายตัวอีกต่อไป กรุงเทพฯจึง ไม่สามารถรับมือแบบมิติเดียวได้ เพราะกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงซ้อนทับ” ทั้งจากฝนตกหนัก, น้ำเหนือ, น้ำทะเลหนุน และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
และควรเปลี่ยนจาก “แก้เป็นจุด” สู่ “การเชื่อมต่อทั้งระบบ” ซึ่ง ทางรอดคือ ต้องทำให้เป็น “เมืองที่ปรับตัวได้” แนวคิดที่เน้นแต่การ “ระบายน้ำทิ้ง” (Drainage) ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะทำให้เราละเลยการ “กักเก็บน้ำ” เป้าหมายสูงสุดจึงไม่ใช่แค่การเป็นเมืองฟองน้ำ (Sponge City) แต่ต้องเป็นเมืองที่ปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำได้ โดยใช้กลไกธรรมชาติ (Nature-Based Solution) เข้ามาช่วย
ความท้าทายกทม.คือระบบท่อ
ด้านผศ.ดร. สิตางศ์ มองว่าสิ่งที่กังวลด้านโครงสร้างและผังเมือง มีความท้าทาย แม้จะมีเครื่องมือ แต่ กทม. ยังเผชิญปัจจัยที่ทำให้การระบายน้ำล่าช้า ซึ่งเกิดจาก 1.ความหนาแน่นของประชากรจากผังเมืองใหม่ เนื่องจากร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 มีการเปลี่ยนสีโซนพื้นที่ (Zoning) ซึ่งอนุญาตให้เกิดการพัฒนาที่หนาแน่นขึ้นตามแนวรถไฟฟ้า เมื่อเมืองเปลี่ยนไป การรองรับน้ำท่าย่อมเปลี่ยนตาม
2. น้ำที่ไม่มีที่อยู่ (ปริมาณน้ำเสียมหาศาล) เนื่องจากประชากร 1 คนใช้น้ำเฉลี่ย 200-250 ลิตร/วัน และ 80% กลายเป็นน้ำเสีย ปัจจุบัน กทม. เริ่มมีการดักจับน้ำเสียก่อนลงคลอง (ทำให้คลองแสนแสบใสขึ้น) แต่ยังมีความท้าทายเรื่องระบบท่อ
3. ระบบท่อระบายน้ำแบบรวม (Combined Sewer System) เนื่องจาก กทม. ใช้ท่อเดียวระบายทั้งน้ำฝนและน้ำเสีย ประกอบกับท่อมีอายุการใช้งานนาน ประสิทธิภาพไม่ถึง 100% และพื้นที่ในท่อกว่าครึ่งถูกกินพื้นที่ด้วยน้ำเสียไปแล้ว เมื่อฝนตกเพียง 30 มิลลิเมตร จึงเกิดน้ำนองได้ทันที (กทม. จึงเริ่มมีแผนต้องการแยกท่อน้ำดี/น้ำเสียออกจากกัน)