ผู้ช่วยรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ติดหล่มเชิงโครงสร้าง “หนี้ท่วม-พลังงานพุ่ง-อุตสาหกรรมเก่าทำพิษ” แนะรัฐเร่งปฏิรูปใหญ่ก่อนเจอภาวะ “ทศวรรษที่สูญหาย”


วันที่ 20 เมษายน 2569 สพ.ญ.บุษยมาศ เจียมวิจิตรกร (หมอเจี๊ยบ) ผู้ช่วยรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยระบุว่า ได้ก้าวข้ามภาวะการชะลอตัวตามวัฏจักร (Cyclical Downturn) ไปสู่ “การชะลอตัวเชิงโครงสร้างอย่างเรื้อรัง” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงลึกที่สะสมมานาน

สพ.ญ. บุษยมาศ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงซ้อน” จาก 5 ฟันเฟืองสำคัญที่ติดขัดและทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากปัญหาผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงติดอยู่ในกับดักเทคโนโลยีเดิม หรือ Old Economy ที่พึ่งพาการรับจ้างผลิต (OEM) และแรงงานเป็นหลัก ขณะที่โลกกำลังขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมขั้นสูง ส่งผลให้ไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการแข่งขัน อีกทั้งยังต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าแรงที่สูงขึ้นและการไหลเข้าของสินค้าต้นทุนต่ำผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce จนทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง และภาคเอกชนชะลอการลงทุนใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

หนี้ครัวเรือนยังน่าห่วง

ด้านวิกฤตพลังงาน สพ.ญ. บุษยมาศ ระบุว่า ในปี 2569 วิกฤตพลังงานได้เข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ดังกล่าว โดยในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพโดยตรง ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push Inflation) “แม้กำลังซื้อของประชาชนจะอ่อนแอ แต่ราคาสินค้ากลับไม่ลดลง” นอกจากนี้ การใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานผ่านกองทุนน้ำมันยังสร้างภาระทางการคลัง และลดทอนพื้นที่งบประมาณที่ควรนำไปใช้ในการลงทุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว

...

ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือน สพ.ญ. บุษยมาศ ระบุว่า ไทยอยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 86-90% ต่อ GDP ยิ่งกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ต้องถูกนำไปใช้ในการชำระหนี้และดอกเบี้ย ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมีประสิทธิภาพลดลงด้วย หรือเกิดผลคูณทางเศรษฐกิจในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต

สังคมสูงวัยระดับสูง

ส่วนโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสูง” สพ.ญ. บุษยมาศ ระบุว่า เป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญ ซึ่งการลดลงของประชากรวัยทำงานส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและฐานรายได้ภาษีของประเทศ ขณะเดียวกัน ภาครัฐกลับต้องแบกรับภาระงบประมาณด้านสวัสดิการและการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อจำกัดด้านรายได้

กติกาการค้าใหม่

สุดท้าย คือ ความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกและกติกาการค้าใหม่ โดย สพ.ญ. บุษยมาศ ได้ยกตัวอย่าง การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างภาษีคาร์บอน ซึ่งได้กลายเป็นความท้าทายเพิ่มเติม โดยเฉพาะในบริบทที่ไทยยังไม่สามารถดึงดูดการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานและความพร้อมของพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ

แนะต้องปฏิรูปโครงสร้าง

จากปัจจัยทั้งหมดนี้ สพ.ญ.บุษยมาศ จึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าไม่สามารถพึ่งพาการอัดฉีดเงินระยะสั้นได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเร่ง “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีขั้นสูง การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ เพราะหากประเทศไทยยังไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับ “ทศวรรษที่สูญหาย” (Lost Decade) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้