“มงคลกิตติ์” ชี้แจง กกต. ยืนยัน “นโยบายอวกาศ–ผัวเมียหลายคน” ไม่เพ้อแต่ทำให้ประเทศก้าวล้ำ ซัดพรรคการเมืองอื่นสัญญาแล้วทำไม่ได้ควรถูกสอบย้อนหลัง ติงพฤติกรรมนายกฯ สบถ “ถุย” ไม่เหมาะสม


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เดินทางเข้าชี้แจงต่อ กกต. หลังมีผู้ร้องเรียนว่า การที่ตนได้เอานโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านอวกาศ เป็นนโยบายเกินจริง เป็นไปไม่ได้ ว่า นโยบายนี้สหรัฐอเมริกาก็มีการทำ มีการโคจรไปนอกระบบสุริยะจักรวาลแล้ว ถึงขนาดต้องการที่จะนำมนุษย์ไปอยู่บนดวงจันทร์ และยังมีประเทศฝรั่งเศส อินเดีย อิหร่าน ต่างประเทศต้องการแข่งขันกันในเรื่องพวกนี้ เราก็เลยนำเรื่องนี้มาใส่ในนโยบายหาเสียงของพรรค เพราะเราไม่อยากให้ประเทศไทยล้าหลัง นโยบายนี้จึงเป็นนโยบายก้าวล้ำ ส่วนเรื่องนโยบายผัวเมีย จะชี้แจงอีกครั้งในวันที่ถูกเรียกมาตอบ แต่ก่อนหน้านี้ก็ได้หารือกับฝ่ายกฎหมายของสภาแล้ว ว่าจะต้องยื่นรายชื่อ 20 คน และให้สภายกร่างกฎหมาย แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายผัวเมียมานานแล้ว แต่ก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่กฎหมายตามพฤติกรรมมนุษย์ไม่ทัน เรายังคงมีเรื่องกิ๊ก เมียน้อย เมียหลวง จนปัจจุบันเรามีการแก้ไขกฎหมายให้สามารถสมรสได้ระหว่างชายกับชาย หญิงและหญิง ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าของกฎหมาย ตนก็มีแนวคิดว่า ในศาสนาอิสลามก็ยังให้ผู้ชายสามารถแต่งงานกับหญิงได้ถึง 4 คน แต่ต้องได้รับการยินยอมจากคู่สมรส จึงเห็นว่าผู้หญิงก็ควรที่จะมีความเท่าเทียม จึงได้เสนอให้ผู้หญิงสามารถมีสามีได้ 4 คน ซึ่งถือว่าก็เป็นการปฏิรูปกฎหมาย สังคม วัฒนธรรม ให้ก้าวหน้าขึ้น

ย้อน รวยไม่ไหวแล้ว ทำได้จริงหรือ

...

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า อีกทั้งขณะนี้ในหลายประเทศจะมีลักษณะคล้ายกันเช่นนี้ เช่นประเทศภูฏาน ก็มีสามีได้หลายคน สวิตเซอร์แลนด์มีจำนวนประชากรผู้ชายน้อย ผู้หญิงสวิตเซอร์แลนด์ก็มีการชุมนุมเรียกร้องรัฐบาลให้ออกกฎหมายนำเข้าผู้ชาย การนำเสนอนโยบายของตน จึงเป็นตัวริเริ่มเปลี่ยนแปลงสังคมบ้านเมือง ฉะนั้นคำว่าก้าวล้ำคือก้าวล้ำทุกอย่าง ซึ่งตนก็จะชี้แจงต่อ กกต. ว่าการที่พรรคอื่น ไม่ได้มองและนำเสนอนโยบายเรื่องนี้ เพราะเขาไม่ได้มองในจุดนี้ ตนไม่อยากให้ไทยล้าหลังในเรื่องอวกาศ เราอยู่ในอันดับที่ 40 ของโลก ถือว่าไกลมากเลย เรื่องนี้ก็ไม่ใช่นโยบายที่เป็นไปไม่ได้หรือเกินจริง เพราะถ้าพูดเช่นนั้น อยากให้หลาย ๆ พรรค เช่นพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอนโยบายปราศรัยว่า 2 เดือนกว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว 4 ปีเงินน่าจะล้นหมดแล้ว แล้วมันรวยจริงหรือไม่ มันก็ไม่ได้รวยจริง ส่วนเรื่องไทยไม่เทา ถามว่าแก้เทาแก้คอร์รัปชันได้หรือไม่ ก็แก้ไม่ได้ ซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้เป็นรัฐบาลแล้ว เขาก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทำไม่ได้ 

ท้าพิสูจน์ทำได้จริง

ฉะนั้นถ้าจะดำเนินคดีกับตนในข้อหาหาเสียงเกินจริง ก็ต้องให้ตนเป็นรัฐบาลก่อน แล้วไปพิสูจน์ว่าทำได้แค่ไหน แต่สิ่งที่ กกต. ต้องดำเนินคดี คือต้องดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2562, 2566 ที่แต่ละพรรคสัญญาแล้วทำไม่ได้ กกต. ก็ต้องดำเนินคดีกับทุกคน ถ้าไม่ดำเนินคดีก็จะโดนมาตรา 157 เพิ่มเงินเดือน 24,000 บาทต่อเดือนก็ยังทำไม่ได้ ก็ต้องดำเนินคดีด้วย ไม่อย่างนั้นถ้า กกต. ปล่อยคนอื่นไปก็ต้องปล่อยตนด้วย แต่ถ้าดำเนินคดีตนก็ต้องดำเนินคดีกับคนอื่นด้วยที่ออกนโยบาย


ห่วง สว.เสนอรัฐเพิ่มแวต

นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นห่วงคือพรุ่งนี้ ประชุม สว. มี สว. เพชรบุรีระบุว่าจะมีการเสนอรัฐบาลให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ตนขอคัดค้านเพราะเป็นการซ้ำเติมประชาชน คล้าย ๆ กับการขึ้นราคาน้ำมัน ที่ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบดังกล่าว ตอนนี้ไม่ใช่รวยไม่ไหวแล้วแต่ “ไม่มีจะแดกไม่ไหวแล้ว” จึงไม่อยากให้ สว. เสนอเพื่อขอมติ และตอนนี้ทราบว่ารัฐบาลจะมีการกู้เงินเพื่อซัพพอร์ต ราคาน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาท ตนมองว่าทางที่ดีควรจะสร้างโรงกลั่น หรือซื้อหุ้นโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาไปเลย เพราะมีกำลังการผลิตที่สูง 40-50 ต่อวัน เมื่อรัฐบาลถือหุ้นมากขึ้นก็ไม่ต้องไปอิงราคาสิงคโปร์ ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศเราลดลง ตนเสนอรัฐบาลแล้วไม่ใช่ติด่าอย่างเดียว

แนะ ราเชน แสดงจุดยืน

นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึง นายราเชน เวียงตระกูล หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าพรรคของตน ว่า อยากให้กระซิบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าอย่าขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือประกาศแสดงจุดยืนว่าถ้าหากนายกรัฐมนตรี ขึ้นภาษีจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

“ฝากนายราเชน และพรรคเล็กพรรคน้อยอื่น ๆ อะไรที่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ต้องคัดค้านไม่ใช่เป็นฝ่ายรัฐบาล แล้วเขาสั่งชิดยืนนั่งหมอบก็ทำตาม มีอะไรต้องพูด โดยเฉพาะนายราเชน พรรคทางเลือกใหม่ ได้เสียงเข้ามาจนได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้มาจากการซื้อเสียงแม้แต่เสียงเดียว ฉะนั้นร่างทรงนี้ควรจะทำประโยชน์เพื่อประชาชนด้วย เผื่อสมัยหน้าท่านอาจได้เป็นอีก เพราะสมัยหน้าผมไม่ได้ช่วยท่านแล้ว เพราะฉะนั้นท่านต้องช่วยตัวเองแล้ว การช่วยตัวเองที่ดีที่สุด คือการพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน คุณอนุทิน ไม่ได้ให้คุณราเชนเป็นผู้แทนราษฎร แต่ประชาชนเป็นคนเลือกมาและส่วนใหญ่เขาเลือกผม เพื่อส่งให้คุณราเชนเป็น สส. ฉะนั้นอยากเป็น สส. สมัยเดียวสมัยสุดท้าย หรืออยากจะเป็นต่อก็ให้เลือกเอา” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

เชื่อปลายเม.ย.สารพัดม็อบรวมตัว

นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่รัฐบาลเพิ่มเงินให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มหัวละ 100 บาทนั้น ว่า มันช่วยอะไรไม่ได้ เพราะค่าครองชีพมันเกิน 100 ไปแล้ว ส่วนคนละครึ่งประชาชนจะใช้ได้ก็ต้องมีเงินอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งประชาชนไม่มีแล้วจะทำอย่างไร ถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบนี้เรื่อย ๆ เชื่อว่าไม่ต้องไปเผชิญกับสารพัดม็อบ ตั้งแต่ปลายเม.ย.เป็นต้นไป และรัฐบาลนี้ยังต้องเผชิญกับคดีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดในการเลือกตั้ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย หลังจากที่ กกต. ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว

ติงนายกฯใช้คำ “ถุย” ไม่เหมาะ

นายมงคลกิตติ์ ยังเห็นว่าการที่นายกฯใช้คำพูดว่า “ถุย” ในวันเปิดงานไหลบางเบิด ที่จังหวัดชุมพร นั้นไม่เหมาะสม เพราะผู้นำประเทศไม่ควรทำเช่นนั้น แต่ถ้านายกอายุเข้า 60 แล้ว ก็อาจจะเลอะเลือนไม่ได้ทันระวัง ถ้าบอกว่าเป็นการถุยเพราะไม่ชอบสคริปต์ ต้องคิดว่าไปทำให้คนเขียนสคริปต์เสียใจหรือไม่ นายกควรไปขอโทษคนที่ทำสคริปต์ด้วย แต่จริง ๆ จะให้ผู้นำประเทศเขียนเรื่องไหนเขียนให้เป็นหัวข้อก็พอไม่ต้องเขียนเป็นสคริปต์ เพราะอย่างตนยังพูดเองได้เลย