สว.ภาคเหนือ เรียกร้องรัฐบาลแก้วิกฤต PM2.5 ชี้งบพันล้านยังไร้ประสิทธิภาพ จี้นายกฯ ดึง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับเข้าสภาฯ ก่อนถูกตีตก 13 พ.ค. นี้ มองเผาป่าไม่ใช่สาเหตุเดียว แนะแก้ระดับโครงสร้าง
วันที่ 20 เมษายน 2569 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ภาคเหนือ รวมตัวออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดย นายมังกร ศรีเจริญกูล สว.จากจังหวัดน่าน กล่าวว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือจากการลงพื้นที่จริง ก็เห็นว่าปัญหาที่เราทำงานกันอยู่ทุกวันนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอแม้จะใช้งบประมาณลงไปเกือบพันล้าน ซึ่งตนได้รับเสียงสะท้อนถึงปัญหาจากหน้างานมาว่า
1. ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่เข้าไปจัดการทั้งมหาดไทย, อาสาสมัคร, อุทยานและหน่วยงานทหาร
2. เรื่องงบประมาณที่ไม่ทั่วถึง จึงอยากให้เพิ่มค่า OT ให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ
3. เรื่องอุปกรณ์เครื่องพ่นลม ที่ขณะนี้พังไปกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีงบประมาณในเรื่องการดูแลรักษา
4. เรื่องราคาน้ำมันที่แพง ในพื้นที่จึงต้องการเครื่องทุ่นลมแบบไฟฟ้า
5. เรื่องการประกาศปิดป่า ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนรัฐบาลต้องมีทางออกให้ชาวบ้านว่าในช่วงที่ปิดป่านั้นจะชดเชยหรือมีอาชีพอื่นใดให้ชาวบ้านทำแทน
ด้านนางสาวมณีรัตน์ เขมะวงศ์ สว.จากจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ทั้งฝุ่นพิษและน้ำปนเปื้อนซึ่งซ้ำเติมสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และวิถีชีวิตของชาวเชียงรายเป็นอย่างมาก หลายจังหวัดในภาคเหนือต้องเผชิญวิกฤตที่อยู่ในระดับสีแดงหรือสีม่วงเข้มเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว จากสถิติเราต้องอยู่กับฝุ่นในค่าที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน 3-4 เดือนต่อปีซึ่งมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้มาจากแค่การเผาป่าแต่มาทั้งจากภาคเกษตร อุตสาหกรรมและคมนาคม รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน ตอนนี้เราโฟกัสผิดจุดไปที่การเผาป่าอย่างเดียวหรือไม่ เพราะฝุ่นจากการเผาไหม้เหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศของเรา
...
การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จึงต้องเริ่มต้นจากการจัดการที่ต้นตอของปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง ที่มาตรการเฉพาะหน้าแก้ไขไม่ได้แต่จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะที่ครอบคลุม เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ
“จึงขอเรียกร้องให้นโยบายของคณะรัฐมนตรี ข้อที่ 18.4 ในการเร่งผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อย้ำเตือนว่า ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมยังมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งตกไปในช่วงยุบสภา จึงขอเรียกร้องให้ทางคณะรัฐมนตรีนำร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งภายในกรอบระยะเวลาคือวันที่ 13 พฤษภาคม นี้ ก่อนที่จะตกไปอีกครั้ง ร่างนี้จะคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้ประชาชนได้มีอากาศสะอาดที่ยั่งยืน เพราะลมหายใจของประชาชนรอไม่ได้”
ขณะที่ พ.ต.ท. สง่า ส่งมหาชัย สว.จากจังหวัดลำปาง ระบุว่า ตนถูกโจมตีว่าทีมงาน สว. ลำปางทำงานอะไรบ้าง ก็ต้องขอชี้แจงว่าตนได้นำคณะทีมงาน สว. พบประชาชนและกรรมาธิการลงพื้นที่ดูงานตลอด ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้พยายามศึกษาการป้องกัน ตนคิดว่างบประมาณไม่เพียงพอจึงได้ระดมชาวบ้าน เกือบ 20 ครัวเรือนไปช่วยกันจัดแนวไฟป่า ซึ่งสามารถทำแนวป้องกันไฟป่าได้ 10 กิโลเมตร ตนได้เสียสละเงินเดือนครึ่งหนึ่งตั้งแต่เริ่มเป็น สว. ให้กับมูลนิธิเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวบ้าน จึงขอชี้แจงว่าตนทำงานตลอดไม่ได้อยู่นิ่งดูดาย
ด้านนายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สว.จากจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ขณะนี้มีมาตรการและนโยบายจากส่วนกลาง โดยเฉพาะนโยบายห้ามเผาเด็ดขาดแบบเหมารวมซึ่งคนในชุมชนเขตป่าบางส่วนยังมีวิถีชีวิตที่ต้องใช้ไฟ แบบไร่หมุนเวียน วันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วจะเห็นความเดือดร้อนของประชาชน กลับมาก็ควรแสดงจุดยืนให้ชัดเจนประกาศว่าจะนำร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาดกลับมาพิจารณาหรือไม่
อย่างไรก็ตามตนมองว่าปัญหาใหญ่อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือเรื่องของการบริหารภาครัฐ เรื่องการกระจายอำนาจการบริหารเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้นางกัลยา ใหญ่ประสาน สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดลำพูน ก็ได้ยกโมเดลของจังหวัดลำพูนในการแก้ปัญหาไฟป่า โดยคนในชุมชนที่มีการเตรียมการตลอดทั้งปี มีทั้งเครื่องมือสื่อสารและกล้องวงจรปิด คอยสอดส่องดูแลตลอดเวลา ซึ่งอยากเรียกร้องให้มีการดูแลเรื่องสวัสดิการหรือค่าตอบแทนให้แก่ชาวบ้านและอาสาเหล่านี้
“เรายังมีความหวังกับประเทศไทย แต่ไม่ใช่การบริหารแบบเดิมจะต้องเป็นการกระจายอำนาจและปลดล็อกเรื่องการใช้งบประมาณ ต้องให้คนที่อยู่ในพื้นที่สามารถซื้อสิ่งที่จำเป็นเป็นประโยชน์และสามารถทะลุทะลวงแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง การที่ไม่ให้ประชาชนเข้าป่าก็เท่ากับว่าท่านกำลังทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าป่าเพื่อไปตายอย่างเดียว เพราะสู้กับไฟไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมแม้แต่คนที่จะเข้าไปจุดไฟ เขาก็จะเข้าไปจับให้ท่านเอง”