“ภาวุธ” เตือนภัย เอสเอ็มอี ไทย เจอ “China Shock 2.0” มาเร็วกว่าที่คิด ส่งผลทำให้ไทยขาดดุลจีนแบบก้าวกระโดด 2 ล้านล้านบาท บี้รีบอุดจุดบอดก่อนอุตสาหกรรมไทยล้มละลาย
วันที่ 19 เมษายน 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีที่ หนุ่มเมืองจันทร์ แชร์โพสต์สินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) หนักมาก เลยต้อง “ระบาย” ของมาอาเซียน รวมถึงไทยแบบเต็มสูบ ว่า ความน่ากลัวที่มาเงียบๆ ก็คือ สินค้าจีน มีราคาถูกกว่าไทยกว่าครึ่ง
และส่งได้ไวมาก ทำให้ขณะนี้ ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น ก้าวกระโดด หลักล้านล้านบาทแล้ว ขณะเดียวกันโรงงานไทยปิดตัวเป็นแถบ งานคราฟท์แบบ “Very Thai” กำลังจะตายไปพร้อมโรงงาน SMEs มันไม่ต่างกับการปล่อย “ปลาหมอคางดำ” เข้ามาในระบบนิเวศการออกแบบไทย ดังนั้นทางรอดของไทย ต้องสู้ด้วย “สมองและรสนิยม” ไม่ใช่ “เหล็กและไม้”
สส.ภาวุธ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นจึงควร Un-copyable DNA เลิกขายแค่ “สินค้า” แต่ขาย “Solution & Curation” ที่แม้จีนก๊อปเก้าอี้ได้ แต่ก๊อป “ความเข้าใจบริบทบ้านไทย” ไม่ได้ นอกจากนั้นควรทำ Hybrid Model (สูตร 70/30): ใช้ Supply Chain จีนที่ถูก 70% ผสมกับ “ลายเซ็นคราฟท์ไทย” 30% เพื่อพยุงโรงงานท้องถิ่นให้ยังมีงานทำ และใช้ Genuine Soft Power ไม่ใช่แค่มีช้างหรือลายเทพพนม แต่ต้องมีภาษาที่คนยอมจ่ายเพราะมันคือ “ไทยดีไซน์”
เม็กซิโก ใช้กำแพงภาษี
พร้อมยกตัวอย่างประเทศอื่นที่เขาจัดการเรื่องนี้ได้ เช่น
1. เม็กซิโก และ อินโดนีเซีย ใช้โมเดล กำแพงภาษีและการอุดช่องโหว่ เลือกใช้วิธี “ยาแรง” เพราะอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มล้มละลาย
...
ผลลัพธ์: โรงงานในเม็กซิโกเริ่มกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง และเกิดกระแส “Nearshoring” คือการที่บริษัทต่างชาติ (รวมถึงบริษัทจีนเอง) ต้องมาตั้งโรงงานผลิตในเม็กซิโกแทนการส่งออกมาจากจีน เพื่อเลี่ยงภาษีและส่งต่อให้สหรัฐฯ ทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่
อินโดฯเก็บภาษีป้องทุ่มตลาด
ขณะที่ อินโดนีเซีย ใช้วิธีเก็บภาษีปกป้องการทุ่มตลาด (Safeguard Duties) สูงถึง 100-200% ในกลุ่มสิ่งทอและเซรามิก ผลลัพธ์ สามารถป้องกันการ “ตายยกรัง” ของ SME ในประเทศ และมีการสั่ง “ยกเลิกยกเว้นภาษี (De minimis)” สำหรับสินค้านำเข้าจากแอปฯ อย่าง Shein หรือ Temu ที่ราคาต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อไม่ให้ได้เปรียบร้านค้าท้องถิ่น
“ยกระดับ DNA ด้วยนวัตกรรม”
2. ใช้โมเดล “ยกระดับ DNA ด้วยนวัตกรรม” เช่น อิตาลี เพราะอิตาลีไม่ได้สู้ด้วยราคา แต่สู้ด้วย “Made in Italy 2026 Vision” ที่คุณน่าจะสนใจในฐานะคนสเปคของ โดยใช้เทคโนโลยี 3D Prototyping และ AI เข้ามาช่วยช่างฝีมือ (Artisans) ในการลดต้นทุนการออกแบบ แต่คงไว้ซึ่งความประณีตที่จีนทำตามไม่ได้ พร้อมทั้งสร้างเรื่องเล่า (Cultural Storytelling) เพื่อทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเชื่อว่า “การซื้อเฟอร์นิเจอร์อิตาลี คือการซื้อประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ” ไม่ใช่แค่ซื้อเก้าอี้
ผลลัพธ์: แม้ของจีนจะถูกแค่ไหน แต่สินค้าอิตาลียังคงครองตลาด High-end ได้อย่างเหนียวแน่น และมีมูลค่าส่งออกสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาสร้าง “กำแพงทางความรู้สึก” ที่ของก๊อปปี้ข้ามไม่พ้น
“ดึงซัพพลายเชนกลับบ้าน”
3. ใช้โมเดล “ดึงซัพพลายเชนกลับบ้าน” อย่าง อินเดีย ใช้โครงการ “Make in India” และมาตรการ PLI (Production Linked Incentive) รัฐบาลให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ผลิตสินค้าในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี
ผลลัพธ์: ล่าสุดในปี 2568 อินเดียสามารถดึงการผลิต iPhone มาอยู่ในประเทศได้ถึง 25-30% และส่งออกไปทั่วโลกได้สำเร็จ เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้นำเข้า” เป็น “ผู้ผลิต” ได้ในหลายเซกเตอร์ภายในเวลาไม่กี่ปี
ไทยตอบโต้ช้ากว่าเพื่อน
สส.ภาวุธ กล่าวด้วยว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว ในเชิง “ความเปราะบาง” ประเทศไทยติดกลุ่ม Top 3 ของอาเซียน ร่วมกับเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ในแง่ของ “ความเร็วในการตอบโต้” ไทยถือว่า “ช้ากว่าเพื่อน” ส่งผลให้ในปี 2568 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด กว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในประวัติศาสตร์ สาเหตุมาจากจุดอ่อนที่ไทยโดนหนักกว่าใคร เพราะมีโครงสร้างทางภาษีและศุลกากรที่มีช่องโหว่ (เช่น Free Trade Zone และนโยบายนำเข้าสินค้าเล็กน้อย) จนทำให้ขณะนี้กฎหมายไทยอ่อนมากๆ จนทำให้สินค้าจีน “ไหล” เข้ามาถึงระดับรากหญ้าได้ง่ายกว่าประเทศอื่นที่มีมาตรการ Protectionism เข้มงวดกว่า