“พริษฐ์” ชี้ จำเป็นต้องแก้มาตรา 236 ตัดดุลพินิจประธานรัฐสภา หวั่น ถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. เผย พรรคประชาชนยื่นร่างกฎหมายเข้าสภาฯ แล้ว หวัง สส. ร่วมกันผลักดัน


วันที่ 19 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อค่ำวานนี้ ระบุว่า ประเทศเราจะแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ หากหน่วยงานหลักของประเทศเรื่องการต่อต้านการทุจริต ไม่ทำงานอย่างเที่ยงธรรมและตรวจสอบได้

แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลัง ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องคดีที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในบริษัท หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชัน และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งเคยเป็นชนวนที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายศักดิ์สยาม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีก่อน 

ในส่วนของข้อพิรุธต่อมติดังกล่าว ทาง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เบื้องต้นแล้ว (อ่านเพิ่มเติม : “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.) และเราคงต้องตรวจสอบคำอธิบายของ ป.ป.ช. ที่เลขาธิการ ป.ป.ช. แจ้งว่าจะมีการเผยแพร่เป็นเอกสารในเร็วๆ นี้ เป็นการต่อไป

...

นายพริษฐ์ ระบุต่อไปว่า หนึ่งประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม คือหากสมมติเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้ดำเนินการอะไรไป (ไม่ว่าจะในกรณี นายศักดิ์สยาม หรือกรณีอื่น) ที่เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือขัดต่อกฎหมาย ประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งความจริงแล้ว กฎหมายปัจจุบัน (มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ) มีการเปิดช่องให้ประชาชน 20,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. โดยให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ป.ป.ช. ตามข้อกล่าวหาได้ (ซึ่งแตกต่างจากองค์กรอิสระอื่น ที่ประชาชนไม่มีสิทธิเข้าชื่อตามกลไกดังกล่าวเลย)

แต่กลไกนี้มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะมาตรา 236 ดันไปเพิ่มขั้นตอนเข้ามา ว่า หากประชาชนเข้าชื่อได้ครบถ้วนแล้ว จะต้องส่งไปให้ประธานรัฐสภาเสียก่อน เพื่อให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจในการกลั่นกรองและตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ หรือจะปัดตกและยุติข้อร้องเรียนให้ไปไม่ถึงศาล

หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไร และมองว่าการเพิ่มขั้นตอนดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อให้เรามีประธานสภาฯ มาช่วยกลั่นกรองข้อกล่าวหาต่างๆ ให้มีความรอบคอบขึ้น แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภาฯ มักจะเป็น สส. รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)

ดังนั้น ทุกท่านลองจินตนาการดู ว่าหากวันไหนที่รัฐบาล และ ป.ป.ช. เกิดฮั้วกัน และตกลงกันว่าจะให้ ป.ป.ช. เกียร์ว่าง และละเว้นตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าประชาชนกี่ล้านคนจะร้องเรียน ป.ป.ช. ผ่านกลไกนี้ แต่เรื่องดังกล่าวก็แทบจะไม่มีโอกาสไปถึงศาล เพราะรัฐบาลก็สามารถสั่งการหรือกดดันให้ประธานรัฐสภาใช้อำนาจที่มีตามมาตรา 236 เพื่อปัดตกทุกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้ ตราบใดที่ประธานรัฐสภายังคงมีอำนาจและดุลพินิจตามมาตรา 236 บทบัญญัตินี้จะเป็นช่องโหว่ที่เปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ง่ายขึ้น และทำให้กลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ใช้งานไม่ได้จริง

“เพื่อป้องกันการฮั้วกันระหว่างรัฐบาลกับ ป.ป.ช. และเพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพของกลไกของภาคประชาชนในการตรวจสอบ ป.ป.ช. ผมเห็นว่าเราจำเป็นต้องแก้มาตรา 236 โดยการตัดอำนาจและดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการชี้ขาด ว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ไปที่ศาลหรือไม่ ทางเราพรรคประชาชนได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาฯ แล้ว โดยเราหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อผลักดันให้สำเร็จ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เขียนไว้ในคำแถลงต่อรัฐสภาว่าต้องการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง”