“พิชชารัตน์” ผู้แทนรัฐสภาไทย ชู บทบาทสตรีบนเวทีรัฐสภาโลก ไทยเสนอ 3 ปฏิบัติการยกระดับสตรีสู่ผู้สร้างสันติภาพ มีส่วนร่วมตัดสินใจ-คุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม-ฟื้นฟูสะท้อนความต้องการจริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ นครอิสตันบูล สาธารณรัฐตุรกี นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นผู้แทนรัฐสภาไทย เข้าร่วมวงประชุมสมาชิกรัฐสภาสตรี (Women Parliamentarians) ในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union) ครั้งที่ 152 หรือประชุมรัฐสภาโลก พร้อมขึ้นกล่าวถ้อยแถลงเรียกร้องประชาคมโลกเปลี่ยนมุมมองต่อสตรีในพื้นที่ความขัดแย้ง เสนอ 3 แนวทางยกระดับผู้หญิงสู่การเป็นผู้สร้างสันติภาพ ชูความก้าวหน้าไทยเดินหน้าแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยสตรี สันติภาพ และความมั่นคง (NAP WPS) พ.ศ. 2567-2570 (ฉบับแรก) เมื่อปี 2568 โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างบทบาทสตรีในการสร้างสันติภาพ การป้องกันความขัดแย้ง และการคุ้มครองสิทธิสตรี เพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศและความมั่นคงในสังคมไทย
นางพิชชารัตน์ กล่าวในที่ประชุมว่า ในทุกความขัดแย้งผู้หญิงมักถูกมองเป็นเพียงเหยื่อ ทั้งที่จริงพวกเธอคือผู้ประคับประคองครอบครัวและฟื้นฟูชุมชนให้อยู่รอด ดังนั้น หากโลกต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน เราต้องก้าวข้ามการมองผู้หญิงเป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์ และตระหนักถึงพวกเธอในฐานะ “ผู้สร้างสันติภาพ” อย่างแท้จริง เพื่อผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ประเทศไทยได้นำเสนอ 3 แนวทางปฏิบัติ ได้แก่
...
1. การมีส่วนร่วมตัดสินใจ : ผู้หญิงต้องมีพื้นที่ในฐานะ “ผู้ตัดสินใจ” ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ ทั้งในวงเจรจา รัฐสภา และการฟื้นฟูสถาบันต่างๆ เพราะการมีส่วนร่วมคือกุญแจสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
2. การคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม : นโยบายคุ้มครองสตรีต้องถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งบนพื้นที่ออฟไลน์และดิจิทัล เพราะหากปราศจากความปลอดภัย การฟื้นฟูเยียวยาก็ไม่อาจเริ่มต้นได้
3. การฟื้นฟูและงบประมาณที่ตรงจุด : การฟื้นฟูหลังความขัดแย้งต้องสะท้อนความต้องการจริง ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับเป้าหมายเหล่านี้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ นางพิชชารัตน์ ยังได้ประกาศความมุ่งมั่นของไทยบนเวทีโลก โดยระบุว่าในปี 2568 ไทยได้เปิดตัว แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยสตรี สันติภาพ และความมั่นคง เพื่อให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการฟื้นฟูระยะยาว พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐสภาทั่วโลก เน้นนโยบายที่ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้แผนระดับชาติของทุกประเทศสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้อย่างแท้จริง.