“อภิสิทธิ์” แจงข้อบิดเบือนปม “วีระพงษ์” ลาออก ปชป. ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด แนะ รมว.คลัง ตีโจทย์ให้ตรงเป้า ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชน เตือนรัฐบาลอย่ามั่นใจในอำนาจเกินไป


วันที่ 15 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน“ ทางเพจหมาเฝ้าบ้าน ถึงกรณี นายวีระพงษ์ ประภา อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเข้ารับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ในคณะทีมที่ปรึกษาของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้พูดคุยกันว่าหากไปทำ ต้องลาออกจากพรรคเพื่อไม่ให้มีข้อครหา แต่พอมีข่าวออกไปก็มีคำพูดวิวาทะและบิดเบือนว่า ทำประโยชน์เพื่อชาติอย่าอยู่พรรคนี้ 

จึงขอชี้แจงว่า เหตุที่ต้องออกเพราะต่างฝ่ายต้องทำหน้าที่ถือประโยชน์สูงสุดของชาติ ปัญหาคือหากมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รับตำแหน่งที่สำคัญ และเป็นตำแหน่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีสถานะเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี รับเงินเดือนเป็นทางการ แม้ไม่ใช่ตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่ต้องกำหนดกรอบเจรจาตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับเขตการค้าเสรี มีประเด็นทั้งบวกและลบ ดังนั้นการวิจารณ์ของฝ่ายค้านจะทำได้แค่ไหน ซึ่งการทำประโยชน์เพื่อชาติสามารถทำได้ทั้งการบริหารและฝ่ายตรวจสอบ แต่สิ่งที่ต้องชัดเจนคือหากทำหน้าที่ฝั่งไหนต้องทำอย่างเต็มที่

ฉะรัฐบาลแก้วิกฤตพลังงาน-ของแพง ไม่ตรงจุด

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ยังประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและวิพากษ์การทำงานของรัฐบาล ว่า มีความล่าช้าในการรับมือวิกฤติพลังงานและของแพงไม่ตรงจุด การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า ซึ่งมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาวงเงินเพียง 2 พันล้านบาท ก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบที่ตามมา พร้อมเสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และแนะให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป 

...

ทั้งนี้ รัฐบาลควรเร่งผลักดันพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบประมาณจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และในส่วนของค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลควรใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) หรือค่าธรรมเนียมพิเศษเฉพาะกิจเพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้กัน ดีกว่าการใช้กฎหมายบีบลดราคาหน้าโรงกลั่นที่อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการชะลอการผลิต  

พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวน “สูตรการรับซื้อไฟฟ้า” ที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ที่ทำให้เอกชนได้รับส่วนต่างกำไรสูงขึ้นตามราคาก๊าซที่แพงขึ้น ทั้งที่ต้นทุนผลิตจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจน

แนะ “รมว.คลัง” ตีโจทย์วิกฤติเศรษฐกิจให้ตรงเป้า ย้ำเงินเฟ้อจากต้นทุน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้ฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ที่กระทบถึงระดับครัวเรือนและภาคการผลิตโดยตรง ไม่ใช่วิกฤติหนี้ต่างประเทศ ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือที่ไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห อย่าง “คนละครึ่ง” แต่ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการพุ่งเป้าที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่งที่กำลังแบกรับต้นทุนอย่างหนัก ซึ่งจะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า

ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชน เตือนรัฐบาลอย่ามั่นใจในอำนาจเกินไป

“ปัญหาการทำงานของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกฯ อาจติดอยู่กับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียวคือกำไรสูงสุด จึงใช้วิธีแบ่งงานให้แต่ละฝ่ายไปจัดการแล้วจบ แต่การบริหารประเทศ สังคมมีเป้าหมายที่หลากหลายและขัดแย้งกัน เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงพลังงาน ผู้นำประเทศต้องลงมาเป็นผู้หาข้อยุติและสร้างความชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยลอยตัว พร้อมแนะนำให้นายกฯ ออกมาสื่อสารทิศทางนโยบายกับประชาชนให้มากขึ้น แทนการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง”

เมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์เรื่องอายุของรัฐบาลชุดนี้ นายอภิสิทธิ์ มองว่า เสถียรภาพไม่ได้อยู่ที่เสียงในสภาฯ แต่อยู่ที่ผลงานการบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชน และปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลล้มได้เร็วที่สุดคือการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงความกังวลเรื่องคดีความต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ หากรัฐบาลประมาทหรือมั่นใจในอำนาจมากเกินไปก็อาจเป็นการซ้ำเติมตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตนขอให้กำลังใจประชาชน และขออวยพรนายกรัฐมนตรี ให้ตั้งหลักในการเป็นผู้นำแก้ปัญหาประเทศ มาถึงวันนี้ทุกคนอยากให้รัฐบาลประสบความสำเร็จ โดยยึดมั่นประโยชน์ส่วนรวม ซื่อสัตย์ สุจริตและอุตสาหะ รวมถึงตั้งหลักทำเพื่อประชาชนและด้วยความทุ่มเท.