“พริษฐ์” ชี้นโยบายรัฐบาลสะท้อนภาพ “รัฐบาลผู้รับเหมา” ที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ ทั้งเบี้ยวสัญญา-ส่งงานช้า-ลดสเปก-โยนงาน-มีข้อครหาทุจริต พยายามสร้างภาพลักษณ์ “พูดแล้วทำ” แต่ไม่พูดว่าจะทำอะไร
วันที่ 10 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปภาพรวมนโยบายรัฐบาลในส่วนของพรรคประชาชน โดยระบุว่าท่ามกลางวิกฤตระดับโลกที่ทำให้ชีวิตคนไทยต้องอยู่บนเส้นด้าย เป็นเวลาที่ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาได้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งไม่ควรจะเป็นเรื่องยากเนื่องจากรัฐบาลนี้ไม่ได้ใหม่ขนาดนั้น เพราะยังคงมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม พรีเซ็นเตอร์ชุดเดิม ที่ปรับเปลี่ยนก็มีแค่พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น
จากการประเมินผลงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับมือกับวิกฤตในช่วงรักษาการ และการชี้แจงนโยบายตลอด 2 วันที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นรัฐบาลมืออาชีพ แต่กลับเป็นเหมือนรัฐบาลผู้รับเหมาที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ เพราะหากพิจารณาตามหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง จะพบว่ามีอย่างน้อย 5 พฤติกรรมที่เหมือนกับสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้กำลังทำอยู่กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็น
1) การเบี้ยวสัญญา ในช่วงเลือกการตั้งนายกรัฐมนตรีพยายามอย่างมากในการรักษาภาพลักษณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ “พูดแล้วทำ” โดยใช้วิธีการไม่พูดอะไรเลย ว่าจะทำอะไร จะขับเคลื่อนนโยบายอะไร นอกจากโอ้อวดว่ารักชาติกว่าใคร นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยส่งให้ กกต. ก็มีทั้งหมดแค่ 8 ข้อ แต่แม้จะสัญญาไว้น้อย รัฐบาลภูมิใจไทยก็ดูเหมือนจะเบี้ยวสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตั้งแต่วันแรก
...
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าไฟ ที่แจ้งกับ กกต. ว่าจะลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 หน่วยแรก ให้ทุกครัวเรือนทั่วประเทศ แต่มาวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจง ยอมรับว่าจะเปลี่ยนมาเป็นการลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย ให้เฉพาะครัวเรือนประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย ที่แย่กว่านั้นไม่มีการเขียนไว้ในคำแถลงนโยบายด้วยซ้ำ
ขณะที่เรื่องรัฐธรรมนูญ ก่อนเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีมีมติให้สอบถามประชาชนทั่วประเทศว่าอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่พอประชาชนกว่า 20 ล้านคนตอบกลับมาว่าอยากให้มี เสียงของประชาชนก็ดูเหมือนไม่มีความหมายเพียงพอ แม้แต่ที่จะให้ใส่เพียงบรรทัดเดียวใน 19 หน้าของคำแถลงนโยบาย
รวมถึงเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีมืออาชีพ ที่พรรคภูมิใจไทยระบุในเอกสารถึง กกต. ว่าหมายถึงรัฐมนตรีที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะแย้งได้ว่าไม่ได้ผิดสัญญาเรื่องนี้ เพราะเอกสารที่ส่งให้ กกต. ระบุแค่ 3 ชื่อ และนายกรัฐมนตรีก็ตั้งทั้ง 3 คนมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่ประชาชนไม่ขัดข้องหากนายกรัฐมนตรีจะตั้งรัฐมนตรีมืออาชีพมากกว่าแค่ 3 คนนี้ สิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลกำหนดเพดานคือค่าการกลั่นและค่าน้ำมัน ไม่ใช่จำนวนรัฐมนตรีที่มีความรู้และมีประสบการณ์ตรงกับภารกิจ
2) ส่งงานล่าช้า ผิดนัดส่งมอบ เพิกเฉยต่อวิกฤตจนสร้างความเสียหาย ในคำแถลงนโยบาย รัฐบาลย้ำถึง 3 ครั้งว่าโลกมีความไม่แน่นอนสูง ไม่รู้ว่าเป็นความพยายามในการนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการเบี้ยวสัญญากับบางนโยบายหรือไม่ แต่ข้ออ้างนี้จะฟังขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นนายกรัฐมนตรีตอบสนองต่อวิกฤตด้วยความรวดเร็ว แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น นายกรัฐมนตรีมักปล่อยประเทศให้เสียหายตั้งนานโดยไม่สั่งการสักที
ทั้งในเรื่องของวิกฤตพลังงาน ที่รัฐบาลมักตามหลังปัญหาอยู่หนึ่งก้าวเสมอ พอน้ำมันเริ่มหมดหน้าปั๊ม นายกรัฐมนตรีก็รอเป็นสัปดาห์กว่าจะสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานสต๊อกเข้ามารายวัน พอประชาชนทั้งประเทศเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน นายกรัฐมนตรีกลับปฏิเสธและหันมากล่าวหาประชาชนว่าเป็นคนกักตุน พอประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการภาษีลาภลอย รัฐบาลก็ชี้แจงว่ากำลังศึกษาอยู่ ทั้งที่เรื่องนี้กระทรวงการคลังศึกษามาแล้วตั้งแต่ปี 2565 แล้ว
แต่สิ่งที่ให้อภัยนายกรัฐมนตรีไม่ได้มากที่สุด คือเวลาปัญหาเกิดกับประชาชน นายกรัฐมนตรีมักเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า แต่เมื่อไหร่ที่ปัญหาเกิดขึ้นกับตัวเอง นายกรัฐมนตรีกลับทำงานด้วยความรวดเร็วว่องไว เช่น ตอนที่ตัดสินปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นทีเดียว 6 บาทในคืนวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อปกป้องตนเองจากการถูกตรวจสอบซักถามในสภา ตนเชื่อว่ารัฐบาลวางแผนอย่างดิบดี ตั้งใจรอให้สภาปิดประชุมก่อน ถึงประกาศว่าจะมีการขึ้นราคาดีเซล 6 บาทในคืนเดียว พอ สส. จะกลับมาตั้งคำถามในวันรุ่งขึ้นก็ทำไม่ได้ เพราะประธานบังเอิญไม่นัดประชุมสภา ทั้งที่วันพฤหัสบดีมักมีประชุมสภาทุกสัปดาห์
ขณะเดียวกันรัฐบาลกลับไม่วางแผนอะไรเลยเพื่อปกป้องประชาชนที่ต้องเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แผนเยียวยากลุ่มเปราะบาง ที่ออกมาให้ความหวังไม่กี่ชั่วโมงก่อนปล่อยราคาขึ้นในวันนั้น มาจนถึงวันนี้ผ่านมา 2 สัปดาห์ยังไม่มีเงินสักบาทจากมาตรการดังกล่าวถึงมือประชาชนเลย เมื่อวานรองนายกรัฐมนตรีก็นำแผนนี้มาพูดในสภาอีกรอบ บอกว่าพรุ่งนี้จะมีประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษและจะเคาะมาตรการเหล่านี้ให้ได้ แค่คำถามคือทำไมก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีรักษาการ มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงไม่ทำ ถ้าจะอ้างว่าต้องไปขอ กกต. ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะ กกต. ไม่มีเหตุอะไรที่จะไม่อนุมัติ
นอกจากนี้วิกฤตที่รัฐบาลรู้ล่วงหน้าเป็นเดือนหรือปี ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ภาคเหนือ ที่รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าจะหนักในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรล่วงหน้าเพื่อเตรียมการไว้เลย จนสถานการณ์บานปลายมาถึงวันนี้ หน้ากากหรือมุ้งกันฝุ่นก็ไม่จัดเตรียมไว้ งบประมาณสำหรับอุปกรณ์ สวัสดิการทีมดับไฟป่าก็ยังขาดแคลนเหมือนปีก่อน
3) การลดสเปก แม้นายกรัฐมนตรีจะชอบห้อยท้ายทุกนโยบายด้วยคำว่า “พลัส” แต่ในความเป็นจริงเครื่องหมายที่เหมาะกับนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่เครื่องหมายบวก แต่เป็นเครื่องหมายดอกจัน เพราะมีหลายนโยบายมากที่ซ่อนรายละเอียด ที่ห่างไกลจากเป้าหมายหรือมาตรฐานที่สังคมคาดหวังหรือที่โฆษณาไว้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายการเกษตร ราคามะพร้าวที่รัฐมนตรีบอกว่าตรวจสอบแล้ว อยู่ที่ 7-10 บาทต่อลูก แต่เมื่อเช้าเว็บไซต์ของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงพาณิชย์ ระบุตรงกันว่าราคาอยู่ที่แค่ 3-5 บาทต่อลูก เรื่องล้งกลางที่ตอนแรกบอกว่าจะจัดทำเพื่อแก้ปัญหา เมื่อคืนนี้ก็ถูกลดสเกลลงมาเป็นล้งชุมชน ปุ๋ยจะมีเพียงพอถึงเดือนไหนก็ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด เมื่อวานรองนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าเป็นสินค้าควบคุมและไม่มีการแจ้งขึ้นราคา แต่เกษตรกรทั่วประเทศก็ยืนยันราคาขึ้นไปแล้วแถมของยังขาด
ในเรื่องของการจัดการภัยพิบัติ ตอนหาเสียงรัฐมนตรี DE บอกว่าจะมีนโยบายกองทุนประกันภัยพิบัติ ที่รัฐจะจ่ายเบี้ยประกันให้ครัวเรือนละ 1,000 บาท ทุกครัวเรือนทั่วประเทศ และหากเกิดเหตุก็จะเยียวยาผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 100,000 บาท แต่ในคำแถลงนโยบายวันนี้ มีแต่นโยบายที่ไร้ตัวเลข จนประชาชนไม่มั่นใจว่าตกลงแล้วรัฐจะเยียวยาได้ถึงหลักแสนจริงหรือไม่
4) การโยนงาน ทำตัวเสมือนกับพ่อค้าคนกลาง ที่พร้อมซับงานออกไป ลอยตัวเหนือรับผิดชอบ อาจจะแค่รอหักค่าหัวคิว พอเจอวิกฤตชายแดนก็โยนให้กองทัพคิดแทนทุกเรื่อง พอเจอเรื่องฝุ่นก็โยนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำแทนทั้งหมด พอเจอน้ำท่วมหาดใหญ่ก็โยนให้คณะกรรมการต่างๆ ที่ตั้งใหม่แทบจะรายวัน น่ารอดูว่าสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป รัฐมนตรีคนไหนจะเป็นผู้โชคดีที่ถูกนายกรัฐมนตรีโยนกระทู้ถามสดให้มาตอบแทน
แต่สิ่งหนึ่งที่อันตรายมากต่อประเทศ คือการที่นายกรัฐมนตรีกำลังจะโยนงานเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งหมดให้กับพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีส่วนทำให้ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 3 ติดต่อกัน ที่ไม่ได้มาจากพรรคแกนนำรัฐบาล แม้รัฐบาลผสมจะต้องแบ่งกระทรวงกันทำงานเป็นเรื่องปกติ แต่วาระเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคตประเทศ เป็นวาระที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศจะซับงานให้คนอื่นทั้งหมดไม่ได้
เพราะไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะทำงานดีแค่ไหนเรื่องการปฏิรูปการศึกษา หากนายกรัฐมนตรีเห็นภาพไม่ตรงกันหรือไม่เอาด้วย อนาคตลูกหลานก็ไม่มีทางดีขึ้น แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการวันนี้จะยืนยันว่าจะพยายามทำให้การเรียนฟรีนั้นฟรีจริง และเห็นด้วยกับการปรับสูตรการคำนวณงบประมาณที่ไม่อิงกับแค่รายหัวนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ถ้านายกรัฐมนตรีและสำนักงบประมาณไม่เอาด้วย ท้ายสุดก็จะไม่สำเร็จ โรงเรียนขนาดเล็กก็จะยังต้องทอดผ้าป่ากันต่อไป ผู้ปกครองก็จะยังต้องเข้าโรงรับจำนำทุกครั้งก่อนเปิดเทอม
นายกรัฐมนตรีอาจจะอ้างได้ว่านี่คือการบริหารงานแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ หรือคลัสเตอร์ แต่ข้ออ้างนี้ก็ฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะยังไม่ทันเริ่มก็มีการรื้อคลัสเตอร์เพื่อแก้โจทย์การเมืองมากกว่าแก้โจทย์ประเทศแล้ว ด้วยการดึงเอากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่โดยหลักควรอยู่ภายใต้รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลคลัสเตอร์การผลิต การค้า และการบริหาร ย้ายมาอยู่ภายใต้รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลคลัสเตอร์เรื่องสังคมและสวัสดิการ เพียงเพราะรัฐมนตรีเกษตรมาจากพรรคเดียวกันกับรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลคลัสเตอร์เรื่องสังคมและสวัสดิการ
5) มีข้อครหาเรื่องการทุจริต ตนดีใจที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดอย่างแข็งขัน ว่ารู้สึกอับอายกับคะแนนความโปร่งใสและสถานการณ์การทุจริตของประเทศที่ตกต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และหากยึดแต่เฉพาะคำพูดในคำแถลงนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการทุจริต ก็นับว่าใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลรัฐในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้ การผลักดัน Super Licence หรือ Omnibus Law แต่คำพูดเหล่านี้จะสวยหรูแค่ไหน มันจะขาดความน่าเชื่อถือ หากนายกรัฐมนตรียังคงทำหลายอย่างที่เปิดช่อง หรือสุ่มเสี่ยงจะเป็นการไปพัวพันกับการทุจริตเสียเอง
การทุจริตประเภทหนึ่งที่มักห้ามไม่ให้ผู้รับเหมาทำ คือการไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นมาควบคุมงานก่อสร้าง เพราะจะเข้าข่ายปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน แต่นายกรัฐมนตรีก็เลือกที่จะตั้งรองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ มาเป็นผู้อำนวยการ ศบก. นั่งหัวโต๊ะแก้วิกฤตพลังงาน ทั้งที่รู้ว่ารองนายกฯพิพัฒน์ถือหุ้นในธุรกิจน้ำมันแทบจะครบห่วงโซ่อุปทาน และยังอาจเป็นเจ้าหนี้ของเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง และอาจจะที่อื่นด้วย และแม้หลายฝ่ายจะทักท้วง นายกรัฐมนตรีก็ไม่ฟัง ยังดึงดันต่อไป จนผ่านไปเป็นสัปดาห์ถึงยอมให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ตั้งรองนายกฯพิพัฒน์กลับมา เมื่อ ศบก. สิ้นสภาพไปตามคณะรัฐมนตรีรักษาการ
การทุจริตอีกประเภทหนึ่งคือการที่ผู้รับเหมาได้งานมาโดยไม่สุจริต ไม่ว่าจะผ่านการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือการฮั้วประมูล แม้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนจากรัฐสภามากที่สุดยุคหนึ่ง แต่ก็เป็นรัฐบาลที่ถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของฐานอำนาจตัวเองมากที่สุดเช่นกัน แม้ไม่มี สว. คนไหนที่อยู่พรรคเดียวกับนายกรัฐมนตรี แต่ก็มีอยู่ 134 คนที่อยู่ในสำนวนเดียวกัน ที่ถูกจัดทำโดยคณะไต่สวนของดีเอสไอและ กกต. เกี่ยวกับคดีการโกง สว. และล่าสุดมีมติชี้ว่ามีมูล และเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องไปที่ศาล
ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จริงอยู่ที่ สส. ทุกคนมาจากการเลือกตั้งครั้งเดียวกัน แต่ก็เป็นการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อพิรุธ ในเมื่อพรรคที่ชนะเลือกตั้งใน จ.สุพรรณบุรี เขต 2 ที่ผลคะแนนในบางหน่วยเปลี่ยนแบบเท่าตัวหลังการนับคะแนนใหม่ บังเอิญเป็นพรรคภูมิใจไทย ในเมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ที่พรรคภูมิใจไทยชนะเป็นครั้งแรก ก็บังเอิญเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่มีบาร์โค้ด ที่สามารถระบุรหัสบัตรและตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าใครเลือกใคร และในเมื่อข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ ก็บังเอิญถูกโยกย้ายมากที่สุดตั้งแต่ปี 2562 ไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้ง ภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ชื่ออนุทิน
หากนายกรัฐมนตรีอยากให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าความ “บังเอิญพลัส” เหล่านี้ เป็นแค่เรื่องบังเอิญจริง ก็ควรลุกขึ้นมายืนยันว่า 1) จะสนับสนุนให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ให้ทุกพรรคร่วมกันตรวจสอบปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยและไม่ให้มีใครมากล่าวหาได้ว่า สส. คนไหนหรือพรรคไหนที่เข้ามาที่นี่ได้เพราะโกงการเลือกตั้ง 2) ยืนยันว่ายินดีให้ กกต. สั่งฟ้องตัวเองและพรรคพวก ตามมติของคณะไต่สวนเกี่ยวกับกรณีการโกง สว. เพื่อให้ได้ไปพิสูจน์ในชั้นศาล ว่าคณะรัฐมนตรีนี้ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนที่ไปปล้นอำนาจมาจากประชาชน
นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าตนหวังเป็นอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ว่า 5 พฤติกรรมนี้จะเป็นเพียงอาการชั่วคราว ที่รัฐบาลชุดนี้จะปรับปรุงตัว และพิสูจน์ว่าตนประเมินผิดไป พรรคฝ่ายค้านจะทำหน้าที่เป็นเงา คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกย่างก้าวของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน และในเมื่อผู้รับเหมายังสามารถถูกนำมาขึ้นบัญชีดำได้ หากเราค้นพบว่ารัฐบาลเดินหน้าโดยการเบี้ยวสัญญา ส่งงานช้า ลดสเปก โยนงาน หรือกระทำการทุจริตใดๆ สภาแห่งนี้ก็ต้องเรียกรัฐบาลมาขึ้นบัญชีดำเช่นกัน
